ตามรอยพระพุทธบาท ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย-เนปาล

ขั้นตอนในการจองและสำรองที่นั่ง


ขั้นตอนในการจองและสำรองที่นั่ง
  • สมัครเดินทางพร้อมวางเงินมัดจำ จำนวน 10,000 บาท ภายใน 48 ชั่วโมง
  • ชำระเงินส่วนที่เหลือก่อนวันที่ 15 กันยายน 2558
  • หากจอง 30  วันก่อนวันเดินทาง กรุณาชำระเงินเต็มจำนวน
  • หากไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือก่อนวันเดินทาง 10 วัน ทางเราขอถือว่าท่านสละสิทธิ์ และไม่สามารถเรียกเงินมัดจำคืนได้  
  • ธนาคารสาขาชื่อบัญชีหมายเลขบัญชีประเภทบัญชี
    ธ.ไทยพาณิชย์บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์อุไรวรรณ กิจสุวรรณ269-224046-6

    ออมทรัพย์

      
  • หลังการโอนเงินกรุณาส่งเอกสารการโอนเงินพร้อมเอกสารการขอวีซ่า ดังนี้
    • หนังสือเดินทาง(Passport) ที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน(นับจากวันเดินทาง)
    • รูปถ่ายหน้าตรง รูปสี พื้นหลังสีขาว ขนาด 2x2 นิ้ว  จำนวน 4 รูป (ห้ามใส่เครื่องแบบราชการ) และต้องไม่ใช่สติ๊กเกอร์ หรือรูปปริ้นจากคอมพิวเตอร์ ควรเป็นรูปใหม่ไม่เกิน 6 เดือน
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน + สำเนาทะเบียนบ้าน อย่างละ 2 ชุด
    • ใบสุทธิตัวจริง พร้อมสำเนา 2 ชุด (สำหรับพระภิกษุสงฆ์, สารเณร,และแม่ชี)
จัดส่งเอกสารตามที่อยู่นี้    
คุณอุไรวรรณ  กิจสุวรรณ (เอกสารการขอวีซ่า)
ที่อยู่  56/23 ซ. รามคำแหง 156  ถ.รามคำแหง แขวง/เขต สะพานสูง กทม. 10240                                                                                                                                                                                                                  

เงื่อนไขการเดินทาง
  • โปรแกรมและราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเหมาะสมโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าทางเราจะถือประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ
  • หากท่านไม่สามารถท่องเที่ยวแสวงบุญได้ตามโปรแกรมที่กำหนด หรือไม่ใช้บริการส่วนใดส่วนหนึ่ง พร้อมคณะทัวร์ ท่านไม่สามารถเรียกร้องค่าบริการในส่วนนั้นคืนได้
  • ทางเราขอสงวนสิทธิ์ไม่รับผิดชอบ ต่อค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ด้วยเหตุสุดวิสัย เช่น ทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ
  • ในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมืองทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างประเทศ ปฏิเสธไม่ให้เดินทางออก หรือเข้าประเทศที่ระบุไว้ในโปรแกรมทางเราขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนค่าบริการไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

สิ่งที่ควรนำไปใช้ในการเดินทาง
  • ผ้าอาสนะรองนั่งผืนเล็ก ๆ สำหรับนั่งไหว้พระ  สวดมนต์ ตามสังเวชนียสถาน แต่ละแห่ง
  • ควรใส่ชุดขาวตลอดทริป หรือใส่ในวันเดินทางไป-กลับ
  • ยารักษาโรคประจำตัวแต่ละท่าน และยาแก้แพ้อากาศ
  • อาหารแห้งเล็ก ๆ น้อยๆ ที่ปรุงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีน้ำหนังไม่มากนักเหมาะสำหรับผู้ที่ทานอาหารในต่างถิ่นลำบากหรือเกรงว่าอาหารไม่ถูกปาก จะนำมาทานเสริมก็ได้ เช่น น้ำพริก ปลาแห้งทอดกรอบ หมูหยอง เป็นต้น
  • เครื่องใช้ส่วนตัวของแต่ละท่านตามความจำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ร่ม หมวก แว่นกันแดด รองเท้า เป็นต้น
  • ดอกไม้ ธูป เทียน แผ่นทอง  นำไปบูชาพระสถานที่สำคัญทั้ง ๔ แห่ง
  • ยาทากันยุง
  • ทิชชูเปียก ไว้เช็ดมือ เช็ดเท้าตลอดทาง

                อัตราค่าบริการ
                ราคาค่าเดินทาง  
                พระภิกษุสงฆ์และแม่ชี  ลด 7,000 บาท เหลือ 20,000 บาท
                ฆราวาสหรือบุคคลทั่วไป 27,000 บาท

                ราคานี้รวม
                • ค่าตั๋วเครื่องบิน
                • ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบินไทย - อินเดีย
                • ค่าวีซ่าอินเดีย และค่าวีซ่าเนปาล
                • อาหารมื้อหลักทุกมื้อ
                • ค่าที่พักวัดไทย(พักห้องละ 3-6 คน  แยกชาย -หญิง หรือแล้วแต่ทางวัดจะจัดให้)
                • ค่าปรับอากาศตลอดเส้นทาง
                • ค่าบัตรเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ เฉพาะตามที่ระบุในโปรแกรม
                • ค่าประกันอุบัติเหตุ
                ราคานี้ไม่รวม
                • ค่าน้ำหนักเกินพิกัดตามสายการบินกำหนด 20 กิโลกรัม
                • ค่ากล้องถ่ายรูป และค่ากล่องวีดีโอ ซึ่งเรียกเก็บเป็นางสถานที่
                • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่าง ๆ นอกรายการ อาทิเช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
                • ค่าทิป Escort หรือผู้ช่วยหัวหน้าทัวร์ ชาวอินเดีย
                • ค่าทิป คนขับรถ , เด็กรถยกกระเป๋า , และทิปอื่น ๆ

                โปรแกรมทัวร์

                วันที่  ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ 
                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ๐๐.๓๐ น. สนามบินสุวรรณภูมิ  อาคารผู้โดยสารขาออกของสายการบินสไปซ์เจ็ท
                เที่ยวบินที่ SG84

                ๐๑.๓๐ น.
                เช็คอินบัตรโดยสาร โหลดสัมภาระ และผ่าน ตม. * กระเป๋าเดินทางที่โหลดลงเครื่อง
                น้ำหนักไม่เกิน ๒๐ กิโลกรัม
                * กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง หนังไม่เกิน
                ๗ กิโลกรัม
                ๐๕.๑๐ น.
                เดินทางสู่เมืองโกลกาตา (กัลกัตตา) ประเทศอินเดีย
                ๐๖.๒๕ น. สนามบินโกลกาตา ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง * เวลาอินเดียช้ากว่าไทยประมาณชั่วโมงครึ่ง
                ๐๘.๐๐ น. - ๑๘.๐๐ น.
                ขึ้นรถบัสปรับอากาศ เดินทางสู่เมืองพุทธคยา * มีบริการแจกอาหารบนรถ
                * ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๐ชม.
                ๑๘.๐๐ น.  เป็นต้นไป วัดไทยพุทธคยารับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย

                วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ช่วงเช้า วัดไทยพุทธคยา
                เมืองราชคฤห์ 
                รับประทานอาหาร
                กราบนมัสการกุฎิพระมหาโมคคัลลานะ
                กราบนมัสการกุฎีพระสารีบุตร 
                กราบนมัสการกุฎิพระอานนท์
                กราบนมัสการพระมูลคันธกุฎิ
                ชมสถานที่ที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้า 
                ชมวัดเวฬุวนารามมหาสังฆยิกาวาส (วัดเวฬุวัน)
                ชมสถานที่อาบน้ำ ๓ วรรณะ ของชาวฮินดู 
                (ตโปทาราม)
                 ดูรายละเอียด

                กลางวัน เมืองนาลันทา รับประทานอาหาร
                กราบนมัสการหลวงพ่อดำ
                ชมมหาวิทยาลัยนาลันทา 


                ช่วงเย็นวัดไทยสิริราชคฤห์ รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย

                วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ 

                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ช่วงเช้า วัดไทยสิริราชคฤห์
                เมืองเวสาลี
                รับประทานอาหาร
                ชมวัดป่ามหาวัน
                ชมเสาอโศกที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดของอินเดีย
                กราบนมัสการปาวาลเจดีย์
                ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ วัดไทยสิริราชคฤห์ เมืองเวสาลี
                ช่วงกลางวัน เมืองกุสินารา รับประทานอาหาร
                ชมวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ 
                ชมโรงพยาบาล ๘ บาท (รูปี) รักษาทุกโรค

                ช่วงเย็นวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย

                วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ 

                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ช่วงเช้า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์
                เมืองกุสินารา 
                รับประทานอาหาร
                ชมสาลวโนทยาน
                ห่มผ้าไตรพระพุทธปรินิพพาน 
                กราบนมัสการพระสถูปปรินิพพาน
                กราบนมัสการ มกุฎพันธนเจดีย์ 
                ช่วงกลางวัน เมืองลุมพินี รับประทานอาหาร
                ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองประเทศเนปาล

                ช่วงเย็นวัดไทยลุมพินี รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย

                วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ 

                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ช่วงเช้า วัดไทยลุมพินี
                เมืองลุมพินี 
                รับประทานอาหาร
                ชมสวนลุมพินีวัน 
                ชมวิหารมายาเทวี
                ชมแผ่นหินแกะสลักรูปพระนางสิริมหามายา
                กำลังประสูติพระราชโอรส
                กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท
                ชมเสาอโศก ที่จารึกสถานที่ประสูติ ไว้เป็นหลักฐาน
                ช่วงกลางวัน เมืองสาวัตถี รับประทานอาหาร
                ชมเมืองสาวัตถี
                ช่วงเช้าวัดไทยเชตวันมหาวิหาร
                เมืองสาวัตถี

                รับประทานอาหาร
                ชมสถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์
                ชมบริเวณวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล 

                วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ 

                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ช่วงเช้า เมืองสาวัตถี  ชมวัดพระเชตะวันมหาวิหาร 
                กราบนมัสการต้นอานันทโพธิ์
                ชมสถานที่ธรณีสูบพระเทวทัตและนางจิญจมาณวิกา
                ชมบ่อน้ำสรงพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์รูปอื่นๆ
                ช่วงกลางวัน เมืองพาราณสี รับประทานอาหาร
                ชมเมืองพาราณสี


                ช่วงเย็นวัดไทยสารนาถ  รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย

                วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ 

                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ๐๕.๐๐ น.
                ช่วงเช้า
                เมืองพาราณสี
                วัดไทยสารนาถ
                เมืองพาราณสี


                ลงเรือล่องแม่น้ำคงคา
                รับประทานอาหาร
                กราบนมัสการเจาคันธีสถูป
                กราบนมัสการธรรมเมกขสถู
                ช่วงกลางวัน เมืองพุทธคยา รับประทานอาหาร
                ชมเมืองพุทธคยา
                ช่วงเย็นวัดไทยพุทธคยารับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย

                วันที่ ๗  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
                 
                เวลา สถานที่ รายละเอียด
                หมายเหตุ
                ช่วงเช้า วัดไทยพุทธคยา
                เมืองพุทธคยา 
                รับประทานอาหาร
                กราบนมัสการถ้ำดงคสิริ
                ชมบ้านนางสุชาดา 
                ชมสถานที่ที่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาส
                ชมแม่น้ำเนรัญชรา
                ชมวัดพุทธนานาชาติ


                วัดไทยนานาชาติ
                ช่วงกลางวัน วัดไทยพุทธคยา
                พระมหาเจดีย์พุทธคยา
                รับประทานอาหาร
                กราบนมัสการพระพุทธเมตตา
                ห่มผ้าไตรพระพุทธเมตตา 
                กราบนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์ 
                กราบนมัสการพระแท่นวัชรอาสน์
                กราบนมัสการอนิมิสเจดีย์  
                กราบนมัสการรัตนจงกรมเจดีย์

                ช่วงเย็นวัดไทยพุทธคยา รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย

                วันที่  ๘  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘

                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ๐๗.๐๐ น. - ๑๙.๐๐ น. วัดไทยพุทธคยา  รับประทานอาหารเช้า
                เดินทางสู่สนามบินโกลกาตา (กัลกัตตา)
                * มีบริการแจกอาหารบนรถ
                * ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๐ ชม.
                ๒๐.๐๐ น. สนามบินโกลกาตา เช็คอินบัตรโดยสาร โหลดสัมภาระ และผ่าน ตม.  * กระเป๋าเดินทางที่โหลดลงเครื่อง
                น้ำหนักไม่เกิน ๒๐ กิโลกรัม
                * กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง หนักไม่เกิน๗ กิโลกรัม

                วันที่  ๙  พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘ 

                เวลา สถานที่ รายละเอียด หมายเหตุ
                ๐๐.๐๕ น. สนามบินโกลกาตา กลับสู่ประเทศไทยโดยสายการบินสไปซ์เจ็ท
                 (SG83)
                ๐๔.๑๐ น.  สนามบินสุวรรณภูมิ  ถึงประเทศไทย โดยสวัสดิภาพพร้อมความ
                ประทับใจ

                หมายเหตุ: 
                โปรแกรมทัวร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของช่วงเวลา และสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าทางเราจะถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

                สังเวชนียสถาน

                ความหมายของ สังเวชนียสถาน

                          สังเวชนียสถาน (อ่านว่า สัง-เว-ชะ-นี-ยะ-สะ-ถาน) แปลว่า สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช เป็นคำที่ใช้เรียกสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ
                สังเวชนียสถาน หมายถึงสถานที่ที่ทำให้เกิดความรู้สึกระลึกถึงพระพุทธเจ้า เกิดความแช่มชื่น เบิกบาน เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดี เมื่อได้ไปพบเห็น
                พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง ๔

                          ณ พระแท่นบรรทม หรือเตียงปรินิพพานนั้นเอง พระพุทธองค์ได้ทรงปรารถเรื่องรา่วต่างๆ หลายเรื่องกับพระอานนท์พุทธอุปัฎฐากรวมทั้งเรื่อง สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล จากในมหาปรินิพพานสูตร พอสรุปได้ดังนี้

                          ครั้งนั้นพระอานนท์เถรเจ้าได้กราบ ทูลพระองค์ว่า ในกาลก่อนภิกษุทั้งหลายที่ได้แยกย้ายกันไปจำพรรษาอยู่ตามชนบทในทิศต่างๆ เมื่อสิ้นไตรมาศครบ ๓ เดือนตามวินัยนิยมหรืออกพรรษาแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ย่อมจะเดินทางมาเฝ้าพระองค์เป็นอาจิณวัตร ก็เพื่อจะได้เห็นจะได้เข้าใกล้ จะได้อุปัฎฐากพระองค์ อันจะทำให้เกิดความเจริญทางจิต ก็มาบัดนี้เมื่อกาลแห่งการล่วงไปแห่งพระองค์แล้ว ก็แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายก็จะไม่ได้เห็น จะไม่ได้นั่งใกล้ จะไม่ได้สากัจฉา(สนทนาธรรม) เหมือนกับสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอีกต่อไป

                          เมื่อพระอานนท์กราบทูลดังนี้แล้ว พระตถาคตเจ้าได้ทรงแสดงสถานที่ ๔ ตำบลว่าเป็นสิ่งที่ควรจะดู ควรจะได้เห็น ควรจะเกิดสังเวช (ความสลดใจกระตุ้นเตือนจิตใจให้คิดกระทำแต่สิ่งดีงาม) แก่กุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา คือ

                       ๑. สถานที่พระตถาคตเจ้าบังเกิดแล้วคือ ประสูติจากพระครรภ์มารดา ตำบลหนึ่งคืออุทยานลุมพินี
                       ๒. สถานที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณตำบลหนึ่งคือ ควงไม้โพธิ์ พุทธคยา
                       ๓. สถานที่พระตถาคตเจ้าให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไป หรือแสดงปฐมเทศนาตำบลหนึ่ง คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี (ปัจจุบันเรียก สารนาถ)
                       ๔. สถานที่พระตถาคตเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุตำบล หนึ่ง คือ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา (ปัจจุบันเรียก กาเซีย) ให้เกิดความสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา
                อนึ่ง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีศรัทธามายังสถานที่ ๔ ตำบลนี้ ด้วยมีความเชื่อว่า พระตถาคตเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้ว ณ สถานที่นี้ พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ สถานที่นี้ พระตถาคตเจ้าได้ให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไปแล้ว ณ สถานที่นี้ และพระตถาคตเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทเสสนิพพานธาตุแล้ว ณ สถานที่นี้
                          ดูก่อนอานนท์ ชนทั้งหลายเหล่าใด เจติยจาริกของพระตถาคตเจ้าทั้ง ๔ ตำบลนี้แล้ว จักเป็นคนเลื่อมใส เมื่อกระทำกาลกิริยา(ตาย)ลง ชนทั้งหลายเหล่านั้น จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
                          สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ความ ๔ ตำบลว่าเป็นที่ควรเห็น ควรดู ควรให้เกิดสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธาด้วยประการฉะนี้แล
                นี้เองเป็นที่มาของสังเวชนียสถาน ๔ แห่งในดินแดนพุทธภูมิ ที่ชาวพุทธทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่จะไปนมัสการ กราบไหว้สักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิต





                สังเวชนียสถานแห่งที่ ๑
                สถานที่ประสูติ : ลุมพินีวัน, เนปาล

                รูปภาพ

                          ลุมพินีวัน เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1 ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ โคตรมะ (Siddhartha Gautama) ซึ่งเป็นเจ้าชายในราชวงศ์ศากยะ (Shakya) ผู้ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ลุมพินีวัน เดิมเป็นสวนป่าสาธารณะหรือวโนทยานที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน ในสมัยพุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ ในแคว้นสักกะ บนฝั่งแม่น้ำโรหิณี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาดใหญ่มาปักไว้ตรงบริเวณที่ ประสูติ เรียกว่า เสาอโศก ที่จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ตรงนี้
                          ปัจจุบันลุมพินีวันอยู่ในเขตประเทศเนปาล ติดชายแดนประเทศอินเดียทางเหนือเมืองโคราฆปุระ ห่างจากสิทธารถนคร (หรือ นครเทวทหะ) ทางทิศตะวันตกประมาณ 22 กิโลเมตร และห่างจากเมืองติเลาราโกต (หรือ นครกบิลพัสดุ์) ทางทิศตะวันออก 22 กิโลเมตร ซึ่งถูกต้องตามตำราพระพุทธศาสนาที่กล่าวว่าลุมพินีวันสถานที่ประสูติ ตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ ปัจจุบัน 
                          ลุมพินีวันมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ทางการเรียกสถานที่นี้ว่า รุมมินเด มีสภาพเป็นชนบท มีผู้อาศัยอยู่ไม่มาก มีสิ่งปลูกสร้างเป็นพุทธสถานเพียงเล็กน้อย แต่มีวัดพุทธอยู่ในบริเวณนี้หลายวัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี ที่นี่นับเป็นสถานที่แสวงบุญของผู้คนทั่วโลกที่มีศรัทธาในพุทธศาสนา ถือได้ว่าเป็นสังเวชนียสถาน 1 ใน 4 แห่ง ที่เล่าพุทธศาสนิกชนต่างเดินทางมาเพื่อสักการบูชาสถานที่ประสูติของพระองค์

                ลุมพินีวันในสมัยพุทธกาล

                          ในสมัยพุทธกาล ลุมพินีวันอยู่ในเขตแห่งดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ เมืองหลวงของพระเจ้าสุทโธทนะ และกรุงเทวทหะ เมืองหลวงของพระเจ้าชนาธิป เป็นพระราชอุทยานลาดลุ่ม  ร่มรื่น  กึ่งกลางระหว่างทางสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของ กษัตริย์และประชาชน สภาพของลุมพินีวันในสมัยนั้นอาจจะพิจารณาได้จากคัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน ได้พรรณนาเป็นภาษาบาลีไว้ว่า
                         ทวิ นฺนํ ปน นครานํ อนฺตเร อุภยนครวาสีนมฺปิ ลุมพินีวนํ นาม มงฺคลสาลวนํ อตฺถิ, ตสฺมึ สมเย มูลโต ปฏฺฐาย ยาว อคฺคสาขา สพฺพํ เอกปาลิผุลฺลํ อโหสิ สาขนฺตเรหิ เจว ปุปฺผนฺตเรหิ จ ปญฺจวณฺณา ภมรคณา นานปฺปการา จ สกุณสงฺฆา มธุรสฺสเรน วิกูชนฺตา สกลํ ลุมฺพินีวนํ จิตฺตลตาวนสทิสํ ฯเปฯ”           
                         แปลว่า: ในระหว่างเมืองทั้งสอง มีป่าสาละชื่อลุมพินีวันอันเป็นมงคล สมัยนั้นสาละทั้งหมดล้วนมีดอกออกสะพรั่งเป็นแนวเดียวกัน แต่รากจนสุดปลายกิ่ง ตามกิ่งก้านสาขาและดอกนั้นล้วนมีหมู่ภมรนานาชนิด และหมู่นกหลากหลายชนิดส่งเสียงกู่ร้องประสานสำเนียง ดังทั่วทั้งป่า ลุมพินีวันนั้นจึงประดุจเช่นเดียวกับสวนจิตรลดา (อันมีในดาวดึงสเทวโลก) ฉะนั้น ฯลฯ

                 — วิสุทฺธชนวิลาสินี ๑, หน้า ๖๔
                          หลังจากการประสูติของพระพุทธองค์แล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานอื่นว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้แต่อย่างใด แม้พระพุทธเจ้าจะได้เสด็จมา ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ก็ประทับที่นิโครธารามที่พระประยูรญาติจัดถวายหาได้มาประทับหรือแสดงธรรม ณ ลุมพินีวันอีกไม่ เนื่องเพราะลุมพินีวันนั้นเป็นอุทยานไม่มีผู้คนอาศัยนั่นเอง

                จุดแสวงบุญของ ลุมพินีวัน
                          ปัจจุบัน ลุมพินีวันได้รับการบูรณะและมีถาวรวัตถุสำคัญที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะ คือ เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช ที่ระบุว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ
                          นอกจากนี้ ยังมี วิหารมายาเทวี ภายในประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส โดยเป็นวิหารเก่ามีอายุร่วมสมัยกับเสาหินพระเจ้าอโศก 
                          ปัจจุบัน ทางการเนปาลได้สร้างวิหารใหม่ทับวิหารมายาเทวีหลังเก่า และได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า สันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าก้าวที่เจ็ดของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงดำเนินได้ เจ็ดก้าวในวันประสูติ
                          ลุมพินีวันได้รับการพัฒนาจากชาวพุทธทั่วโลก โดยเฉพาะจากโครงการฟื้นฟูพุทธสถานลุมพินีวันให้เป็น พุทธอุทยานทางประวัติศาสตร์ของโลกซึ่งเป็นดำริของ ฯพณฯ อู ถั่น ชาวพุทธพม่า ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ ท่านตั้งใจเริ่มโครงการฟื้นฟูให้ลุมพินีวันเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ บนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้ากว่า 6,000 ไร่ (ขนานตามแนวเหนือใต้) แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับปลูกป่าและสร้างวัดพุทธนานาชาติจากทั่วโลกกว่า 41 ประเทศ โดยโบราณสถานลุมพินีวันตั้งอยู่ทางด้านใต้ ปัจจุบัน มีวัดไทยและวัดพุทธทั่วโลกไปสร้างอยู่จำนวนมากและมีขนาดใหญ่โต เพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนที่มาสักการะแสวงบุญ

                           ในปี พ.ศ. 2540 ลุมพินีวันได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก ภายใต้ชื่อ ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 21 ที่เมืองนาโปลี ประเทศอิตาลี อีกด้วย ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของทัวร์สังเวชนียสถาน


                เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราชหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส ศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า




                สังเวชนียสถานแห่งที่ ๒
                สถานที่ตรัสรู้ : พุทธคยา



                          พุทธคยานับเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดและเป็นสถานที่ ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธทั่วโลกเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา โดยเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็น สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นเวลากว่า 2,500 ปีที่สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของจุดหมายในการแสวงบุญของชาวพุทธผู้มี ศรัทธาทั่วโลก พุทธคยามีชื่อเรียกอีกชื่อว่า วัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi Temple) ตั้งอยู่ที่จังหวัดคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา 350 เมตร ในอดีตตำบลที่ตั้งพุทธคยามีชื่อว่า อุรุเวลาเสนานิคม ต่อมา จึงเพี้ยนเป็น อุเรล 
                          ปัจจุบัน พุทธคยาอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วมพุทธ-ฮินดู และยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545

                พุทธคยาในสมัยพุทธกาล
                          ในสมัยพุทธกาล พุทธคยาอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่ในหมู่บ้านนิคมชื่อว่าอุรุเวลา ในแคว้นมคธ เป็นสถานที่ที่ร่มรื่น (รมณียสถาน) สะดวกด้วยโคจรคาม เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรทางจิต สภาพของพุทธคยาในสมัยพุทธกาลอาจจะพิจารณาได้จากพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกที่ได้ ทรงตรัสกับโพธิราชกุมาร ในโพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงพรรณาถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคมไว้ว่า
                          ราช กุมาร! เรานั้นเมื่อหลีกไปจากสำนักอุทกผู้รามบุตรแล้ว แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล ค้นหาแต่สิ่งที่ประเสริฐฝ่ายสันติอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า, เที่ยวจาริกไปตามลำดับหลายตำบลในมคธรัฐ จนบรรลุถึงตำบล อุรุเวลาเสนานิคม พักแรมอยู่ ณ ตำบลนั้น. ณ ที่นั้น เราได้พบภาคพื้นรมณียสถาน มีชัฏป่าเยือกเย็น แม่น้ำใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ มีบ้านสำหรับโคจรตั้งอยู่โดยรอบ. ราชกุมาร! เราได้เห็นแล้ว เกิดความรู้สึกว่า ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริง ชัฏป่าเย็นเยือก แม่น้ำไหลใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ ทั้งที่โคจรก็ตั้งอยู่โดยรอบ, ที่นี้สมควรเพื่อจะตั้งความเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการด้วยความเพียรดังนี้. ราชกุมาร! เรานั่งพักอยู่ ณ ตำบลนั้นเอง ด้วยคิดว่าที่นี้สมควรแล้วเพื่อการตั้งความเพียร ดังนี้.

                — ‘สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. โพธิราชกุมารสุตฺตํ ราชวคฺค ม. ม. 
                          เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้ประทับอยู่ ณ พุทธคยา เพื่อเสวยวิมุตติสุข (ความสุขอันเกิดจากความหลุดพ้น) อยู่ 7 สัปดาห์ และเกิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ณ โพธิมณฑลแห่งนี้ภายในเวลา 7 สัปดาห์ดังกล่าว ซึ่งรวมถึงเรื่องราวของตปุสสะและภัลลิกะ 2 พ่อค้า ที่เดินทางผ่านมาเห็นพระพุทธองค์มีพระวรกายผ่องใส จึงเข้ามาถวายข้าวสัตตุผลและสัตตุก้อน แล้วแสดงตนเป็นเทววาจิกอุบาสก ผู้ถึงพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะคู่แรกของโลกหลังจากการตรัสรู้และเสวยวิมุตติสุขของพระพุทธองค์แล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธองค์เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้แต่อย่างใด มีกล่าวถึงในอรรถกถาแต่เมื่อคราวพระอานนท์มา ณ พุทธคยา เพื่อนำเมล็ดพันธุ์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้กลับไปปลูก ณ วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี ตามความต้องการของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ซึ่งปรารถนาให้มีสิ่งเตือนใจเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่อื่น ต้นโพธิ์ต้นที่อยู่ ณ วัดพระเชตวัน จึงได้ชื่อว่า อานันทโพธิ์และยังคงยืนต้นมาจนถึงปัจจุบัน

                จุดแสวงบุญของพุทธคยาพุทธคยา
                          ในปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่ต่ำกว่าพื้นปกติเหมือนหลุมขนาด ใหญ่ เนื่องจากผ่านระยะเวลากว่าสองพันปี ดินและตะกอนจากแม่น้ำได้ทับถมจนพื้นที่ในบริเวณนี้สูงขึ้นกว่าในสมัยพุทธกาล หลายเมตร ทำให้ในปัจจุบันผู้ไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งนี้ต้องเดินลงบันไดกว่าหลาย สิบขั้น เพื่อถึงระดับพื้นดินเดิมที่เป็นฐานที่ตั้งพุทธสถานโบราณ
                          พุทธคยาในปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่ต่ำกว่าพื้นปกติเหมือนหลุมขนาด ใหญ่ เนื่องจากผ่านระยะเวลากว่าสองพันปี ดินและตะกอนจากแม่น้ำได้ทับถมจนพื้นที่ในบริเวณนี้สูงขึ้นกว่าในสมัยพุทธกาล หลายเมตร ทำให้ในปัจจุบันผู้ไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งนี้ต้องเดินลงบันไดกว่าหลาย สิบขั้น เพื่อถึงระดับพื้นดินเดิมที่เป็นฐานที่ตั้งพุทธสถานโบราณ
                          ปัจจุบัน พุทธคยาได้รับการบูรณะและมีถาวรวัตถุที่สำคัญ ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะ คือ พระมหาโพธิเจดีย์อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีลักษณะเป็นเจดีย์ 4 เหลี่ยม สูง 170 ฟุต วัดโดยรอบฐานได้ 121.29 เมตร ภายในประดิษฐาน พระพุทธเมตตา พระพุทธรูปที่รอดจากการถูกทำลายจากพระเจ้าศศางกา พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบศิลปะปาละ เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธทั่วโลก พระแท่นวัชรอาสนแปลว่า พระแท่นมหาบุรุษใจเพชร สร้างด้วยวัสดุหินทรายเป็นรูปหัวเพชรสี่เหลี่ยม กว้าง 4.10 นิ้ว 7.6 นิ้ว หนา 5 นิ้วครึ่ง ประดิษฐานอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นพระแท่นจำลองขึ้นทับพระแท่นเดิมเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ณ จุดนี้ ปัจจุบัน ประชาชนและรัฐบาลประเทศศรีลังกาได้อุทิศสร้างกำแพงแก้ว ทำด้วยทองคำแท้ ประดิษฐานรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ นอกจากนี้ บริเวณพุทธคยาและโดยรอบยังมีสถานที่สำคัญมากมาย เช่น กลุ่มพระเจดีย์เสวยวิมุตติสุข สระมุจลินทร์ บ้านนางสุชาดา ถ้ำดงคสิริ (สถานที่เจ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญทุกกรกิริยา) วัดพุทธนานาชาติ เป็นต้น
                          ต่อมา ชาวพุทธทั่วโลกได้ร่วมเสนอขอให้พุทธคยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จนในปี พ.ศ. 2545 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจึงพิจารณาให้พุทธคยาเป็นมรดกโลก ปัจจุบัน พุทธคยานับได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาว พุทธทั่วโลก โดยแต่ละปีจะมีผู้แสวงบุญนับล้านคนเดินทางมานมัสการมหาพุทธสถานแห่งนี้ ในฐานะที่เป็นสังเวชนียสถานศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของชาวพุทธ สถานที่อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนา และสถานที่ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมา สัมพุทธเจ้า พระบรมมหาศาสดาของชาวพุทธทั้งมวล

                พระมหาโพธิ์เจดีย์

                พระพุทธเมตตา

                สระมุจลินทร์

                รูปภาพ
                ต้นพระศรีมหาโพธิ์
                พระแท่นวัชรอาสน์
                บ้านนางสุชาดา
                ถ้ำดงคสิริ
                วัดพุทธนานาชาติ
                วัดพุทธนานาชาติ





                สังเวชนียสถานแห่งที่ ๓
                สถานที่ปฐมเทศนา : สารนาถ

                          สังเวชนียสถานแห่งที่ ๓ คือ สถานที่แสดงปฐมเทศนา หรือสถานที่พระตถาคตเจ้าทรงยังพระอนุตรธัมจักให้เป็นไป สถานที่นี้อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี ปัจจุบันเรียกสารนาถ ห่างจากเมืองประมาณ ๘ กิโลเมตร ซึ่งเมืองพาราณสีนี้อยู่ห่างจากเมืองพุทธคยา สถานที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตรสารนาถ

                ในสมัยพุทธกาลสารนาถ
                          ในสมัยพุทธกาล เรียกกันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า เขตป่าอภัยทานแก่สัตว์ที่เป็นที่บำเพ็ญตบะของฤษี เป็นสถานที่สงบและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤษีและนักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมมันตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของ พรามหณ์ ทำให้เหล่าปัญจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะ ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเลิกบำเพ็ญทุกขกริยา ได้มาบำเพ็ญตบะที่นี่แทน

                          หลังจากพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา และเทศน์โปรดปัญวัคคีย์จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดแล้ว ได้ทรงพักจำพรรษาแรก ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน พร้อมกับเหล่าปัญจวัคคีย์ ซึ่งในระหว่างจำพรรษาแรก พระองค์ได้สาวกเพิ่มกว่า 45 องค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระยสะและบริวารของท่าน 44 องค์ ซึ่งรวมถึงบิดามารดาและภรรยาของพระยสะ ที่ได้มาฟังพระธรรมเทศนาของพระพุทธองค์และได้ยอมรับนับถือเป็นอุบาสก อุบาสิกาที่ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะคู่แรกในโลกด้วย ทำให้ในพรรษาแรกที่พระพุทธเจ้าทรงจำพรรษาที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน มีพระอรหันต์ในโลกรวม 60 องค์ และองค์พระพุทธเจ้านอกจากนี้ ในบริเวณสารนาถ ยังเป็นสถานที่สำคัญที่พระพุทธองค์ทรงประกาศเริ่มต้นส่งให้พระสาวกกลุ่มแรก ออกไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาหลังจากทรงจำพรรษาแรกแล้ว (เชื่อกันว่าเป็นจุดที่เดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงแสดงปฐมเทศนา คือธรรมเมกขสถูป) ดังปรากฏความตอนนี้ใน สังยุตตนิกาย สคาถวรรคว่า

                          ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปด้วยกัน ๒ รูป โดยทางเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง

                สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ทุติยปาสสูตรที่ ๕
                         และด้วยเหตุทั้งหลายดังกล่าวมานี้ สารนาถจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งแรกมาตั้งแต่นั้นซึ่งในช่วงหลังจากพระพุทธองค์เสด็จออกจากสารนาถหลังประกาศส่งพระ สาวกออกเผยแพร่ศาสนานั้น ไม่ปรากฏในหลักฐานในพระไตรปิฎกว่ามีการสร้างอารามหรือสิ่งก่อสร้างในป่าสาร นาถแห่งนี้ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าสิ่งก่อสร้างใหญ่โตคงจะได้มาเริ่มสร้างขึ้นกันในช่วง หลังที่พระพุทธศาสนาได้รุ่งเรืองมั่นคงในแคว้นมคธแล้วยสสถูป

                สถานที่พระพุทธเจ้าทรงพบท่านยสะ  
                          ซึ่งต่อมาได้บรรลุเป็นพระอรหันตสาวกองค์ที่ 6 ในโลกจุดแสวงบุญของสารนาถปัจจุบัน สถานที่แสวงบุญในบริเวณสารนาถได้รับการขุดค้นบ้างเป็นบางส่วน บางส่วนก็ยังคงจมอยู่ใต้ดิน แต่ซากพุทธสถานสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่ในพุทธประวัติก็ได้รับการขุดค้นขึ้นมาหมดแล้ว เช่น
                          ๑. ธรรมเมกขสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาและประกาศส่งพระสาวกไปเผยแพร่พระศาสนา
                          ๒. ยสสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าทรงพบท่านยสะ ซึ่งต่อมาได้บรรลุเป็นพระอรหันตสาวกองค์ที่ 6 ในโลก พร้อมกับบิดาของท่านที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอุบาสกคนแรกของโลก
                          ๓. รากฐานธรรมราชิกสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณะสูตร และสถานที่เคยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
                          ๔. พระมูลคันธกุฏี พระคันธกุฏีที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์ในพรรษาแรก
                          ๕. ซากเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งหักเป็น 5 ท่อน ในอดีตเสานี้เคยมีความสูงถึง 70 ฟุต และบนยอดเสามีรูปสิงห์ 4 หัวอีกด้วย ปัจจุบันสิงห์ 4 หัว ได้เหลือรอดจากการทำลายและรัฐบาลอินเดียได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สารนาถ โดยสิงห์ 4 หัวนี้ ได้ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย และข้อความจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชที่จารึกไว้ใต้รูปสิงห์ดังกล่าวคือ สตฺยเมว ชยเต” (เทวนาครี: सत्यमेव जयते) หมายถึง ความจริงชนะทุกสิ่ง”) และได้ถูกนำมาเป็นคำขวัญประจำชาติของประเทศอินเดียอีกด้วย


                จุดแสวงบุญสถานที่ปฐมเทศนา : สารนาถ
                          บริเวณโดยรอบสถานที่สำคัญดังกล่าว มีหมู่พุทธวิหารและซากสถูปมากมายอยู่หนาแน่น แสดงถึงความศรัทธาของคนในอดีตได้เป็นอย่างดี และนอกจากสถานที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในพุทธประวัติแล้ว ผู้มาแสวงบุญยังนิยมมาเยี่ยมชม "วัดมูลคันธกุฏี"  วิหารใหม่ ที่สร้างโดยท่านอนาคาริก ธรรมปาละ พระสงฆ์ชาวศรีลังกา ผู้ฟื้นฟูพุทธสถานสารนาถให้กลายเป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญเหมือนในอดีต วัดแห่งนี้เป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ได้รับมอบจากรัฐบาล อินเดียและวัดนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงามมากภายในพุทธวิหารอีกด้วย และใกล้กับสารนาถ เป็นที่ตั้งของ "พิพิธภัณฑ์สารนาถ" เป็นสถานที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุที่ขุดค้นได้ภายในบริเวณสารนาถ ซึ่งโบราณวัตถุที่สำคัญคือ 
                "ยอดหัวสิงห์พระเจ้าอโศก" และ "พระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนา" ซึ่งมีผู้ยกย่องว่ามีความสวยงามมากที่สุดองค์หนึ่งของโลก

                รูปภาพพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาในวัดมูลคันธกุฎี 
                พิพิธภัณฑ์สารนาถ อินเดีย
                พุทธวิหารและซากสถูป
                ยอดหัวสิงห์พระเจ้าอโศก
                ซากฐานธัมมราชิกสถูป
                วัดมูลคันธกุฎี 




                สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔
                สถานที่ปรินิพพาน : กุสินารา



                          สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔ คือ สถานที่ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุาทิเสสนิพพานธาตุดับไม่มีส่วนเหลือ คือทั้งกิเลส ทั้งเบญจขันธ์ดับหมด ตามปกติพระอรหันต์ทั่วไปๆไปจะนิพพาน ๒ ครั้ง คือ ครั้งแรกนั้นเป็นการดับกิเลส ส่วนเบญจขันธ์ยังอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน หรือนิพพาน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่จิตเข้าสู่แดนพระนิพพานเท่านั้น เป็นจิตที่สะอาด ไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์แล้ว ดังเช่นพระพุทธเจ้า นิพพานครั้งแรกนี้เมื่อวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี ส่วนนิพพานครั้งที่ ๒ ก็คือ อนุปาทิเสสนิ
                          กุสินารา ตั้งอยู่ที่ตำบลมถากัวร์ อำเภอกุสินคร หรือกาเซีย หรือกาสยา (Kushinagar-Kasia-Kasaya) ในเขตจังหวัดเดวเย หรือ เทวริยา (Devria-Devriya-Kasia-Kasaya) รัฐอุตรประเทศ ประเทศอินเดีย สาลวโนทาย สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า มาถากุนวะระกาโกฏ (Matha-Kunwar-Ka-Kot) ซึ่งแปลว่า ตำบลเจ้าชายสิ้นชีพ

                กุสินาราในสมัยพุทธกาล
                          ในสมัยพุทธกาล เมืองกุสินาราอันเป็นที่ตั้งของสาลวโนทยานอยู่ในแคว้นมัลละ 1 ใน 16 แคว้น ซึ่งเป็นเขตการปกครองสมัยพุทธกาล โดยในสมัยนั้นแคว้นมัลละแยกเป็นสองส่วน คือ ฝ่ายเหนือมีเมืองกุสินาราเป็นเมืองหลวง เจ้าปกครองเรียกว่า โกสินารกาและฝ่ายใต้มีเมืองปาวาเป็นเมืองหลวง เจ้าปกครองเรียกว่า ปาเวยยมัลลกะทั้งสองเมืองนั้นตั้งอยู่ห่างกันเพียง 12 กิโลเมตร มีอำนาจในการบริหารแยกจากกัน โดยมีระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (สามัคคีธรรม) โดยมีแม่น้ำหิรัญญวดีคั่นตรงกลาง กุสินารานั้นเมื่อเปรียบเทียบกับแคว้นอื่น ๆ ในสมัยพุทธกาล จัดว่าเป็นแคว้นเล็ก ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนักในด้านเศรษฐกิจ ดังที่พระอานนท์ได้ทูลทักท้วงพระพุทธองค์ที่ทรงเลือกเมืองกุสินาราเป็นสถาน ที่ปรินิพพานไว้ว่า
                          ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์อย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองดอนในฐานะเมืองกิ่งนี้เลย เมืองอื่นอันมีขนาดใหญ่กว่านี้ยังมีอยู่คือ จัมปา ราชคฤห์ สาวัตถี สาเกต โกสัมพี พาราณสี ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จดับขันธปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด กษัตริย์ผู้มีอำนาจ พราหมณ์ผู้มีบารมี เศรษฐีคหบดีผู้มั่งคั่งที่เลื่อมใสในพระองค์มีมากในเมืองเหล่านี้ ท่านผู้มีอำนาจเหล่านั้นจักได้กระทำการบูชาพระสรีระของตถาคต

                พระอานนท์
                          สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์อยู่ในพระราชอุทยานของเจ้ามัลละฝ่ายเหนือ แห่งกุสินารา ชื่อว่า อุปวตฺตนสาลวนํหรือ อุปวัตตนะสาลวัน ซึ่งในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า สาลวโนทยาน แปลว่า สวนป่าไม้สาละ ป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญญวดี เป็นป่าไม้สาละร่มรื่น ซึ่งหลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว กษัตริย์แห่งมัลละก็ได้ประดิษฐานพระพุทธสรีระไว้ ณ เมืองกุสินาราเป็นเวลากว่า 7 วัน ก่อนที่จะประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ ในวันที่ 8 แห่งพุทธปรินิพพาน  
                          การที่พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินาราอันเป็นเมืองเล็กแห่งนี้ เป็นสถานที่ปรินิพพาน มีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญ คือ ทรงทราบดีว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว พระสรีระและพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์จักถูกแว่นแคว้นต่าง ๆ แย่งชิงไปทำการบูชา หากพระองค์ปรินิพพานในเมืองใหญ่ เมืองใหญ่เหล่านั้นอาจไม่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้เมืองเล็ก ๆ เช่น เมืองกุสินารา เป็นต้น ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน เจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ ก็ได้ยกกองทัพหลวงของตนมาล้อมเมืองกุสินาราเพื่อจะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ แต่ด้วยความที่กุสินาราเป็นเมืองเล็ก จึงต้องยอมระงับศึกโดยแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทุกเมืองโดยไม่ต้องเกิด สงคราม
                          สถานที่ประดิษฐานพระพุทธบรมศพพระพุทธเจ้าเป็นเวลา ๗ วันก่อนอัญเชิญไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ

                จุดแสวงบุญและสภาพของกุสินารา
                          ปัจจุบันกุสินาราได้รับการบูรณะ และมีปูชนียวัตถุสำคัญ ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะคือ

                          ๑. สถูปปรินิพพาน เป็นสถูปแบบทรงโอคว่ำที่เป็นทรงพระราชนิยมในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช บนสถูปมียอดมน มีฉัตรสามชั้น

                          ๒. มหาปรินิพพานวิหาร ตั้งอยู่ด้านหน้าในฐานเดียวกันกับสถูปปรินิพพาน ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน (คือพระพุทธรูปนอนบรรทมตะแคงเบื้องขวา) ศิลปะมถุรา มีอายุกว่า 1,500 ปี ในจารึกระบุผู้สร้างคือ หริพละสวามี โดยนายช่างชื่อ ทินะ ชาวเมืองมถุรา ในปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าเป็นจุดหมายสำคัญที่ชาวพุทธจะมา สักการะ เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะอันพิเศษคือเหมือนคนนอนหลับธรรมดา แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานจากไปอย่างผู้หมดกังวลใน โลกทั้งปวง

                          ๓. มกุฏพันธนเจดีย์ อยู่ห่างจากปรินิพพานสถูปไปทางทิศตะวันออก 1 กิโลเมตร ชาวท้องถิ่นเรียก รัมภาร์สถูป เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ มีสภาพเป็นเนินดินก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่ ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้เข้ามาบูรณะซ่อมแซมไว้อย่างดี
                          ปัจจุบันชาวพุทธทั่วโลกได้มาก่อสร้างวัดไว้มากมาย โดยมีวัดของไทยด้วย ชื่อ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ปัจจุบันชาวไทยที่มาสักการะ ณ กุสินารา นิยมมาพักที่นี่ ในส่วนพุทธสถานโบราณลุมพินีนั้น ปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นอย่างดีจากรัฐบาลอินเดีย โดยรอบมีสภาพเป็นสวนป่าสาละร่มรื่นเหมือนครั้งพุทธกาล ชวนให้เจริญศรัทธาแก่ผู้มาสักการะตลอดมาจนปัจจุบัน

                มหาปรินิพพาน

                สถูปปรินิพพาน

                มกุฏพันธนเจดีย์

                วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ 





                เมืองราชคฤห์

                          กรุงราชคฤห์เป็นชื่อเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ ตามภาษาบาลีเรียกว่า “ราชคฤห์” ปัจจุบันเรียกเพี้ยนมาเป็น “ราชคีร์” คนไทยเรียกว่า “ราชคฤห์” เพราะเป็นที่ประทับของพระจักรพรรดินามว่า “มันตุราช” มีพระมหาโกวินทะปุโรหิตาจารย์ เป็นสถาปนิกใหญ่ออกแบบในอรรถกถาวิมานวัตถุ นครนี้ชื่อว่า “คิริพชะนคร” เพราะตั้งอยู่กลางเขา ๕ ลูก คือ อิสิคิลิ, เวปุลละ, เวภาระ, ปัณฑวะ และคิชฌกูฎ จินตกวีผู้ประพันธ์ กามนิตวาสิฏฐี ได้ขนานนามนครนี้ว่า “เบญจคีรีนคร”

                          ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ พรรณนาความยิ่งใหญ่แข็งแรงของเมืองว่ามีประตูใหญ่ ๓๒ ประตู ประตูเล็กอีก ๖๔ ประตู มีประชากร ๑๘ โกฏิ เมืองราชคฤห์ยิ่งใหญ่ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และศาสนา ยากที่จะหาเมืองใดเทียบได้ การเมือง มีความเกี่ยวพันธ์ฉันพี่น้องกับแคว้นโกสล และได้เป็นเมืองหลวง ๒ แคว้น คือ แคว้นอังคะ และแคว้นมคธ เศรษฐกิจ เป็นศูนย์กลางทางการค้าขาย สมัยพุทธกาลมีหมาเศรษฐี ๙ ท่าน คือ ราชคหเศรษฐี, ปุณณเศรษฐี, โชติกเศรษฐี, เมณฑกเศรษฐี, ธนัญชัยเศรษฐี, ปาวาริกเศรษฐี, วิสาขาเศรษฐี, โกสิยเศรษฐี, กากวัลลิยเศรษฐี ศาสนา เป็นที่ชุมนุมของเจ้าลัทธิทั้งหลาย เช่น อาฬารดาบส กาลามโคตร, อุทกดาบส รามบุตร, ปูรณกัสสปะ, มักขลิโคสาล, อชิตเกสกัมพล, ปกุทธกัจจายนะ, นิครนถนากบุตร และสัญชัยเวลัฏฐบุตร
                          ก่อน พ.ศ. ๕๐ เจ้าชายสิทธัตถะถือบวชเสด็จมานครนี้เป็นครั้งแรก ศึกษาในสำนักของอาฬารดาบสได้สมาบัติ ๗ และศึกษาต่อในสำนักอุทกดาบสได้สมาบัติ ๘ ได้พบกับพระเจ้าพิมพิสารเป็นครั้งแรก
                          ก่อน พ.ศ. ๔๔ พระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารเพื่อเปลื้องปฏิญญาและประทับจำพรรษาที่นี่ในพรรษาที่ ๒-๔ รวม ๓ พรรษา รับปฐมสังฆกรรมเวฬุวันจากพระเจ้าพิมพิสาร
                          ก่อน พ.ศ. ๒ ปี หลังออกพรรษาที่ ๔๔ พระพุทธองคืได้มาประทับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จไปจำพรรษาเมืองไพสาลี พรรษาที่ ๔๕
                          หลังพระเจ้าอชาตศัตรุทำปิตุฆาต จึงย้ายพระราชฐานไปอยู่ด้านนอกเบญจคีรีนครทางทิศเหนือ ข้างเขาเวปุลละและเวภาระ
                         หลังพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน จึงทำการสังคายนาครั้งที่ ๑ ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา เขาเวภารบรรพต มีพระมหากัสสปะเป็นประธานปุจฉา พระอานนท์วิสัขขนาพระสูตรและพระอภิธรรม พระอุบาลีวิสัขขนาพระวินัย พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้ถวายศาสนูปถัมภ์
                          พ.ศ. ๒๓๘ พระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จมาสักการะพุทธสถานในเมืองราชคฤห์ สร้างสถูปเจดีย์ และปักเสาอโศกเป็นอนุสรณ์
                          พ.ศ. ๘๐๐ เศษ ได้รับการดูแลและอุปถัมภ์จากพระมหากศัตริย์ในราชวงศ์คุปตะ พระพุทธศาสนาในแคว้นมคตจึงเจริญรุ่งเรือง
                          พ.ศ. ๙๔๔-๙๕๓ หลวงจีนฟาเหียนมาจาริกธรรม เห็นวัดวาอารามมากมาย เห็นพระสงฆ์ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญภาวนา บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์
                          พ.ศ. ๑๑๔๙-๑๑๙๑ ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ราชวงศ์หรรษวรรธนะ
                          พ.ศ. ๑๑๗๒-๑๑๙๑ หลวงจีนถัมซัมจั๋ง มาสืบศาสนาบันทึกว่า พบสถูปที่พระเจ้าอโศกสร้างไว้สูงประมาณ ๖๐ ฟุต ข้างสถูปมีแท่งหินกับคำจารึก
                          พ.ศ. ๑๓๐๓-๑๖๘๕ อยู่ในการอุปถัมภ์ของราชวงศ์ปาละเป็นเวลานานกว่า ๔๐๐ ปี
                          พ.ศ. ๑๗๔๓ ถูกกองทัพอิสลามย่ำยีจนไม่มีโบราณสถานใดเหลือเป็นชิ้นดี
                          พ.ศ. ๒๐๐๐ เศษ ท่านศรีอัศวินีกุมารทัตต์ ชาวเมืองพาริศาลในแคว้นเบงกอล เป็นคนแรกที่มาค้นคว้าแหล่งสำคัญของพระพุทธศาสนาในเมืองราชคฤห์
                          พ.ศ. ๒๓๖๙ ภิกษุชาวพม่าได้มาสำรวจอย่างจริงจัง
                          พ.ศ. ๒๔๐๕ เซอร์คันนิ่งแฮมจึงพาคณะนักโบราณคดีสำรวจขุดค้นพุทธสถานเมืองราชคฤห์
                          พ.ศ. ๒๔๗๕ เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โบราณสถานบางแห่งสูญสลาย
                          พ.ศ. ๒๔๙๙ รัฐบาลอินเดียได้บูรณพัฒนาเพื่อฉลองมหาพุทธชยันตี พุทธสถานทั้งหลายในนครราชคฤห์ จึงมีปรากฏแก่สายตามบรรดานักแสวงบุญจากทั่วทุกสารทิศ

                สถานที่สำคัญ
                ๑) เวฬุวนาราม วัดแรกในพระพุทธศาสนา
                          - ต้นกำเนิดวันมาฆบูชาเกิดที่นี่
                          - พระสรีบุตรและพระโมคคัลลานะบวชที่นี่
                          - ต้นกำเนิดการทำบุญอุทิศถึงเปตชน
                          - สถานที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ (หัวใจพระพุทธศาสนา)
                ๒) เมืองราชคฤห์ แบ่งเป็น ๓ สมัย คือ พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอชาตศัตรู และราชคฤห์ปัจจุบัน
                ๓) เขาคิชฌกูฏ เป็นยอดเขา ที่พระพุทธเจ้าเลือกประทับเป็นการส่วนพระองค์บนเขาลูกนี้ประกอบด้วย
                          - โจรปปาตะ (เหวทิ้งโจร)
                          - มาตาตุจฉิวิหาร (สถานที่พระนาวโกศลเวเทหิหมายแท้งครรภ์)
                          - เจติยสถานพระเจ้าพิมพิสารลงจากหลังช้าง
                          - เจติยสถานพระเจ้าพิมพิสารลงจากวอพระที่นั่ง
                          - สะพานข้ามสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์
                          - ถ้ำพระมหาโมคคัลลานะ (ที่พักอาศัยของพระมหาโมคคัลลานะ)
                          - ที่สันนิษฐานพระเทวทัตกลิ้งก้อนหินหมายปลงพระชนม์พระพุทธองค์
                          - ถ้ำสุกรขาตา (ที่พระสารีบัตรสำเร็จพระอรหันต์)
                          - เจติยสถานพระถังซัมจั๋งสักการะพุทธสถาน
                          - อานนทกุฎี (ที่พักพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก)
                          - พระมูลคันธกุฎี (ที่ประทับพระพุทธเจ้า)
                ๔) ตโปธาราม บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ต้นบัญญัติ ๑๕ วันอาบน้ำ (ที่นี่) ได้ ๑ ครั้ง
                ๕) สัตตบรรณคูหา บนเขาเวภารบรรพตที่ทำสังคายนาครั้งที่ ๑
                ๖) ชีวกัมพวัน โรงพยาบาลสงฆ์แห่งแรกในโลก หมอชีวกโกมารภัจจ์ถวาย
                ๗) ลัฎฐิวัน สวนตาลหนุ่ม ที่พระเจ้าพิมพิสาร และข้าราชบริพาร ๑๒๐,๐๐๐ เข้าเฝ้าพระพุทธองค์และฟังธรรม
                ๘) เรือนคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร ถูกพระราชโอรสชาตศัตรูกุมารจับมากักขังบริเวณจนสิ้นพระชนม์ที่นี่
                          - พระเจ้าพิมพิสารถูกอชาตศัตรูกุมารปลงพระชนม์
                          - อชาตศัตรูกุมารถูกอุทัยภัทร์กุมารปลงพระชนม์
                          - อุทัยภัทร์กุมารถูกอนุรุทธกุมารปลงพระชนม์
                          - อนุรุทธกุมารถูกมุณฑกุมารปลงพระชนม์
                          - มุณฑกุมารถูกนาคทสกกุมารปลงพระชนม์
                          - นาคทสกกุมารถูกสุสูนาคมหาอำมาตย์ปลงพระชนม์ (ตั้งเมืองใหม่ เพื่อล้มล้างราชวงศ์ลูกฆ่าพ่อ)
                ๙) มนิยามัฐ สถานที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุ ๗ หัวเมือง
                ๑๐) วิศวะศานติสถูป เป็นวัดญี่ปุ่น โดยท่านสมณะฟูจินำศรัทธามาสร้างถวายเป็นพุทธบูชา ณ ยอดเขารัตนคีรี

                วัดเวฬุนาราม วัดแรกของพระพุทธศาสนา

                เขาคิชฌกูฏ

                ตโปธาราม 

                สัตตบรรณคูหา

                ชีวกัมพวัน

                เรือนคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร

                ลัฏฐิวัน 

                ถ้ำพระมหาโมคคัลลานะ


                กุฎิพระอานนท์

                พระมูลคันธกุฏิ 

                สถานที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้า

                ถ้ำสุกรขาตา