สารคดี ๔ สังเวชนียสถาน
ตามรอยพระพุทธบาท ณ ดินแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย-เนปาล
ขั้นตอนในการจองและสำรองที่นั่ง
ขั้นตอนในการจองและสำรองที่นั่ง
- สมัครเดินทางพร้อมวางเงินมัดจำ จำนวน 10,000 บาท ภายใน 48 ชั่วโมง
- ชำระเงินส่วนที่เหลือก่อนวันที่ 15 กันยายน 2558
- หากจอง 30 วันก่อนวันเดินทาง กรุณาชำระเงินเต็มจำนวน
- หากไม่ชำระเงินส่วนที่เหลือก่อนวันเดินทาง 10 วัน ทางเราขอถือว่าท่านสละสิทธิ์ และไม่สามารถเรียกเงินมัดจำคืนได้
ธนาคาร สาขา ชื่อบัญชี หมายเลขบัญชี ประเภทบัญชี ธ.ไทยพาณิชย์ บิ๊กซี รัตนาธิเบศร์ อุไรวรรณ กิจสุวรรณ 269-224046-6
ออมทรัพย์- หลังการโอนเงินกรุณาส่งเอกสารการโอนเงินพร้อมเอกสารการขอวีซ่า ดังนี้
- หนังสือเดินทาง(Passport) ที่มีอายุการใช้งานเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน(นับจากวันเดินทาง)
- รูปถ่ายหน้าตรง รูปสี พื้นหลังสีขาว ขนาด 2x2 นิ้ว จำนวน 4 รูป (ห้ามใส่เครื่องแบบราชการ) และต้องไม่ใช่สติ๊กเกอร์ หรือรูปปริ้นจากคอมพิวเตอร์ ควรเป็นรูปใหม่ไม่เกิน 6 เดือน
- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน + สำเนาทะเบียนบ้าน อย่างละ 2 ชุด
- ใบสุทธิตัวจริง พร้อมสำเนา 2 ชุด (สำหรับพระภิกษุสงฆ์, สารเณร,และแม่ชี)
จัดส่งเอกสารตามที่อยู่นี้
คุณอุไรวรรณ กิจสุวรรณ (เอกสารการขอวีซ่า)
ที่อยู่ 56/23 ซ. รามคำแหง 156 ถ.รามคำแหง แขวง/เขต สะพานสูง กทม. 10240
|
เงื่อนไขการเดินทาง
- โปรแกรมและราคาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามเหมาะสมโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าทางเราจะถือประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ
- หากท่านไม่สามารถท่องเที่ยวแสวงบุญได้ตามโปรแกรมที่กำหนด หรือไม่ใช้บริการส่วนใดส่วนหนึ่ง พร้อมคณะทัวร์ ท่านไม่สามารถเรียกร้องค่าบริการในส่วนนั้นคืนได้
- ทางเราขอสงวนสิทธิ์ไม่รับผิดชอบ ต่อค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ด้วยเหตุสุดวิสัย เช่น ทางการเมืองทั้งในและต่างประเทศ
- ในกรณีที่กองตรวจคนเข้าเมืองทั้งในกรุงเทพฯ และในต่างประเทศ ปฏิเสธไม่ให้เดินทางออก หรือเข้าประเทศที่ระบุไว้ในโปรแกรมทางเราขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่คืนค่าบริการไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น
สิ่งที่ควรนำไปใช้ในการเดินทาง
ราคาค่าเดินทาง
พระภิกษุสงฆ์และแม่ชี ลด 7,000 บาท เหลือ 20,000 บาท
ฆราวาสหรือบุคคลทั่วไป 27,000 บาท
ราคานี้รวม
- ผ้าอาสนะรองนั่งผืนเล็ก ๆ สำหรับนั่งไหว้พระ สวดมนต์ ตามสังเวชนียสถาน แต่ละแห่ง
- ควรใส่ชุดขาวตลอดทริป หรือใส่ในวันเดินทางไป-กลับ
- ยารักษาโรคประจำตัวแต่ละท่าน และยาแก้แพ้อากาศ
- อาหารแห้งเล็ก ๆ น้อยๆ ที่ปรุงเรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีน้ำหนังไม่มากนักเหมาะสำหรับผู้ที่ทานอาหารในต่างถิ่นลำบากหรือเกรงว่าอาหารไม่ถูกปาก จะนำมาทานเสริมก็ได้ เช่น น้ำพริก ปลาแห้งทอดกรอบ หมูหยอง เป็นต้น
- เครื่องใช้ส่วนตัวของแต่ละท่านตามความจำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ร่ม หมวก แว่นกันแดด รองเท้า เป็นต้น
- ดอกไม้ ธูป เทียน แผ่นทอง นำไปบูชาพระสถานที่สำคัญทั้ง ๔ แห่ง
- ยาทากันยุง
- ทิชชูเปียก ไว้เช็ดมือ เช็ดเท้าตลอดทาง
ราคาค่าเดินทาง
พระภิกษุสงฆ์และแม่ชี ลด 7,000 บาท เหลือ 20,000 บาท
ฆราวาสหรือบุคคลทั่วไป 27,000 บาท
ราคานี้รวม
- ค่าตั๋วเครื่องบิน
- ค่าธรรมเนียมน้ำมันและภาษีสนามบินไทย - อินเดีย
- ค่าวีซ่าอินเดีย และค่าวีซ่าเนปาล
- อาหารมื้อหลักทุกมื้อ
- ค่าที่พักวัดไทย(พักห้องละ 3-6 คน แยกชาย -หญิง หรือแล้วแต่ทางวัดจะจัดให้)
- ค่าปรับอากาศตลอดเส้นทาง
- ค่าบัตรเข้าชมสถานที่ต่าง ๆ เฉพาะตามที่ระบุในโปรแกรม
- ค่าประกันอุบัติเหตุ
- ค่าน้ำหนักเกินพิกัดตามสายการบินกำหนด 20 กิโลกรัม
- ค่ากล้องถ่ายรูป และค่ากล่องวีดีโอ ซึ่งเรียกเก็บเป็นางสถานที่
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัวต่าง ๆ นอกรายการ อาทิเช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าซักรีด เป็นต้น
- ค่าทิป Escort หรือผู้ช่วยหัวหน้าทัวร์ ชาวอินเดีย
- ค่าทิป คนขับรถ , เด็กรถยกกระเป๋า , และทิปอื่น ๆ
โปรแกรมทัวร์
วันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘
เวลา | สถานที่ | รายละเอียด | หมายเหตุ |
---|---|---|---|
๐๐.๓๐ น. | สนามบินสุวรรณภูมิ | อาคารผู้โดยสารขาออกของสายการบินสไปซ์เจ็ท เที่ยวบินที่ SG84 |
|
๐๑.๓๐ น. | เช็คอินบัตรโดยสาร โหลดสัมภาระ และผ่าน ตม. | * กระเป๋าเดินทางที่โหลดลงเครื่อง น้ำหนักไม่เกิน ๒๐ กิโลกรัม * กระเป๋าถือขึ้นเครื่อง หนังไม่เกิน ๗ กิโลกรัม |
|
๐๕.๑๐ น. | เดินทางสู่เมืองโกลกาตา (กัลกัตตา) ประเทศอินเดีย | ||
๐๖.๒๕ น. | สนามบินโกลกาตา | ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง | * เวลาอินเดียช้ากว่าไทยประมาณชั่วโมงครึ่ง |
๐๘.๐๐ น. - ๑๘.๐๐ น. | ขึ้นรถบัสปรับอากาศ เดินทางสู่เมืองพุทธคยา | * มีบริการแจกอาหารบนรถ * ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๑๐ชม. |
|
๑๘.๐๐ น. เป็นต้นไป | วัดไทยพุทธคยา | รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย |
วันที่ ๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เวลา | สถานที่ | รายละเอียด | หมายเหตุ | ||
---|---|---|---|---|---|
ช่วงเช้า | วัดไทยพุทธคยา เมืองราชคฤห์ |
รับประทานอาหาร กราบนมัสการกุฎิพระมหาโมคคัลลานะ กราบนมัสการกุฎีพระสารีบุตร กราบนมัสการกุฎิพระอานนท์ กราบนมัสการพระมูลคันธกุฎิ ชมสถานที่ที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้า ชมวัดเวฬุวนารามมหาสังฆยิกาวาส (วัดเวฬุวัน) ชมสถานที่อาบน้ำ ๓ วรรณะ ของชาวฮินดู (ตโปทาราม) |
|
||
กลางวัน | เมืองนาลันทา | รับประทานอาหาร กราบนมัสการหลวงพ่อดำ ชมมหาวิทยาลัยนาลันทา |
![]() |
||
ช่วงเย็น | วัดไทยสิริราชคฤห์ | รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย |
วันที่ ๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เวลา | สถานที่ | รายละเอียด | หมายเหตุ |
---|---|---|---|
ช่วงเช้า | วัดไทยสิริราชคฤห์ เมืองเวสาลี |
รับประทานอาหาร ชมวัดป่ามหาวัน ชมเสาอโศกที่สมบูรณ์และงดงามที่สุดของอินเดีย กราบนมัสการปาวาลเจดีย์ |
|
ช่วงกลางวัน | เมืองกุสินารา | รับประทานอาหาร ชมวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ชมโรงพยาบาล ๘ บาท (รูปี) รักษาทุกโรค |
|
ช่วงเย็น | วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ | รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย | ![]() |
วันที่ ๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เวลา | สถานที่ | รายละเอียด | หมายเหตุ |
---|---|---|---|
ช่วงเช้า | วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา |
รับประทานอาหาร ชมสาลวโนทยาน ห่มผ้าไตรพระพุทธปรินิพพาน กราบนมัสการพระสถูปปรินิพพาน กราบนมัสการ มกุฎพันธนเจดีย์ |
![]() |
ช่วงกลางวัน | เมืองลุมพินี | รับประทานอาหาร ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองประเทศเนปาล |
|
ช่วงเย็น | วัดไทยลุมพินี | รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย | ![]() |
วันที่ ๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เวลา | สถานที่ | รายละเอียด | หมายเหตุ |
---|---|---|---|
ช่วงเช้า | วัดไทยลุมพินี เมืองลุมพินี |
รับประทานอาหาร ชมสวนลุมพินีวัน ชมวิหารมายาเทวี ชมแผ่นหินแกะสลักรูปพระนางสิริมหามายา กำลังประสูติพระราชโอรส กราบนมัสการรอยพระพุทธบาท ชมเสาอโศก ที่จารึกสถานที่ประสูติ ไว้เป็นหลักฐาน |
|
ช่วงกลางวัน | เมืองสาวัตถี | รับประทานอาหาร ชมเมืองสาวัตถี |
![]() |
ช่วงเช้า | วัดไทยเชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี |
รับประทานอาหาร ชมสถานที่ที่พระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ ชมบริเวณวังของพระเจ้าปเสนทิโกศล |
![]() |
วันที่ ๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เวลา | สถานที่ | รายละเอียด | หมายเหตุ |
---|---|---|---|
ช่วงเช้า | เมืองสาวัตถี | ชมวัดพระเชตะวันมหาวิหาร กราบนมัสการต้นอานันทโพธิ์ ชมสถานที่ธรณีสูบพระเทวทัตและนางจิญจมาณวิกา ชมบ่อน้ำสรงพระพุทธเจ้า และพระอรหันต์รูปอื่นๆ |
![]() |
ช่วงกลางวัน | เมืองพาราณสี | รับประทานอาหาร ชมเมืองพาราณสี |
![]() |
ช่วงเย็น | วัดไทยสารนาถ | รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย | ![]() |
วันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เวลา | สถานที่ | รายละเอียด | หมายเหตุ | |
---|---|---|---|---|
๐๕.๐๐ น. ช่วงเช้า |
|
ลงเรือล่องแม่น้ำคงคา รับประทานอาหาร กราบนมัสการเจาคันธีสถูป กราบนมัสการธรรมเมกขสถู |
![]() |
|
ช่วงกลางวัน | เมืองพุทธคยา | รับประทานอาหาร ชมเมืองพุทธคยา |
![]() |
|
ช่วงเย็น | วัดไทยพุทธคยา | รับประทานอาหาร และพักผ่อนตามอัธยาศัย | ![]() |
วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
วันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
วันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๘
เวลา | สถานที่ | รายละเอียด | หมายเหตุ |
---|---|---|---|
๐๐.๐๕ น. | สนามบินโกลกาตา | กลับสู่ประเทศไทยโดยสายการบินสไปซ์เจ็ท (SG83) |
![]() |
๐๔.๑๐ น. | สนามบินสุวรรณภูมิ | ถึงประเทศไทย โดยสวัสดิภาพพร้อมความ ประทับใจ |
![]() |
หมายเหตุ:
โปรแกรมทัวร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามความเหมาะสมของช่วงเวลา และสถานการณ์เฉพาะหน้า โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้าทางเราจะถือผลประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ
สังเวชนียสถาน
ความหมายของ สังเวชนียสถาน
สังเวชนียสถาน (อ่านว่า
สัง-เว-ชะ-นี-ยะ-สะ-ถาน) แปลว่า สถานที่อันเป็นที่ตั้งแห่งความสังเวช
เป็นคำที่ใช้เรียกสถานที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ
สังเวชนียสถาน หมายถึงสถานที่ที่ทำให้เกิดความรู้สึกระลึกถึงพระพุทธเจ้า
เกิดความแช่มชื่น เบิกบาน เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดี เมื่อได้ไปพบเห็น
พระพุทธดำรัสเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง
๔
ณ พระแท่นบรรทม
หรือเตียงปรินิพพานนั้นเอง พระพุทธองค์ได้ทรงปรารถเรื่องรา่วต่างๆ
หลายเรื่องกับพระอานนท์พุทธอุปัฎฐากรวมทั้งเรื่อง สังเวชนียสถานทั้ง ๔ ตำบล
จากในมหาปรินิพพานสูตร พอสรุปได้ดังนี้
ครั้งนั้นพระอานนท์เถรเจ้าได้กราบ
ทูลพระองค์ว่า ในกาลก่อนภิกษุทั้งหลายที่ได้แยกย้ายกันไปจำพรรษาอยู่ตามชนบทในทิศต่างๆ
เมื่อสิ้นไตรมาศครบ ๓ เดือนตามวินัยนิยมหรืออกพรรษาแล้ว
ข้าพระองค์ทั้งหลายก็ย่อมจะเดินทางมาเฝ้าพระองค์เป็นอาจิณวัตร
ก็เพื่อจะได้เห็นจะได้เข้าใกล้ จะได้อุปัฎฐากพระองค์
อันจะทำให้เกิดความเจริญทางจิต ก็มาบัดนี้เมื่อกาลแห่งการล่วงไปแห่งพระองค์แล้ว
ก็แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายก็จะไม่ได้เห็น จะไม่ได้นั่งใกล้
จะไม่ได้สากัจฉา(สนทนาธรรม) เหมือนกับสมัยที่พระองค์ยังมีพระชนม์ชีพอีกต่อไป
เมื่อพระอานนท์กราบทูลดังนี้แล้ว
พระตถาคตเจ้าได้ทรงแสดงสถานที่ ๔ ตำบลว่าเป็นสิ่งที่ควรจะดู ควรจะได้เห็น
ควรจะเกิดสังเวช (ความสลดใจกระตุ้นเตือนจิตใจให้คิดกระทำแต่สิ่งดีงาม) แก่กุลบุตร
กุลธิดา ผู้มีศรัทธา คือ
๑.
สถานที่พระตถาคตเจ้าบังเกิดแล้วคือ ประสูติจากพระครรภ์มารดา
ตำบลหนึ่งคืออุทยานลุมพินี
๒. สถานที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณตำบลหนึ่งคือ ควงไม้โพธิ์ พุทธคยา
๓. สถานที่พระตถาคตเจ้าให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไป หรือแสดงปฐมเทศนาตำบลหนึ่ง คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี (ปัจจุบันเรียก สารนาถ)
๔. สถานที่พระตถาคตเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุตำบล หนึ่ง คือ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา (ปัจจุบันเรียก กาเซีย) ให้เกิดความสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา
๒. สถานที่พระตถาคตเจ้าตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณตำบลหนึ่งคือ ควงไม้โพธิ์ พุทธคยา
๓. สถานที่พระตถาคตเจ้าให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไป หรือแสดงปฐมเทศนาตำบลหนึ่ง คือ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี (ปัจจุบันเรียก สารนาถ)
๔. สถานที่พระตถาคตเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุตำบล หนึ่ง คือ สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา (ปัจจุบันเรียก กาเซีย) ให้เกิดความสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา ผู้มีศรัทธา
อนึ่ง ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกา ผู้มีศรัทธามายังสถานที่ ๔ ตำบลนี้ ด้วยมีความเชื่อว่า
พระตถาคตเจ้าได้บังเกิดขึ้นแล้ว ณ สถานที่นี้
พระตถาคตเจ้าได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ สถานที่นี้
พระตถาคตเจ้าได้ให้พระอนุตรธัมมจักเป็นไปแล้ว ณ สถานที่นี้
และพระตถาคตเจ้าได้เสด็จดับขันธปรินิพพานด้วยอนุปาทเสสนิพพานธาตุแล้ว ณ สถานที่นี้
ดูก่อนอานนท์ ชนทั้งหลายเหล่าใด
เจติยจาริกของพระตถาคตเจ้าทั้ง ๔ ตำบลนี้แล้ว จักเป็นคนเลื่อมใส
เมื่อกระทำกาลกิริยา(ตาย)ลง ชนทั้งหลายเหล่านั้น จะเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ความ ๔ ตำบลว่าเป็นที่ควรเห็น ควรดู ควรให้เกิดสังเวชของกุลบุตร กุลธิดา
ผู้มีศรัทธาด้วยประการฉะนี้แล
นี้เองเป็นที่มาของสังเวชนียสถาน ๔
แห่งในดินแดนพุทธภูมิ ที่ชาวพุทธทั้งหลายสมควรอย่างยิ่งที่จะไปนมัสการ
กราบไหว้สักการะสักครั้งหนึ่งในชีวิต
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๑
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๑
สถานที่ประสูติ : ลุมพินีวัน, เนปาล

ลุมพินีวัน เป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญแห่งที่ 1
ใน 4 สังเวชนียสถานของชาวพุทธ
เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ โคตรมะ (Siddhartha Gautama) ซึ่งเป็นเจ้าชายในราชวงศ์ศากยะ (Shakya) ผู้ซึ่งต่อมาตรัสรู้เป็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ตั้งอยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นพุทธสังเวชนียสถาน 4 ตำบลเพียงแห่งเดียวที่อยู่นอกประเทศอินเดีย ลุมพินีวัน
เดิมเป็นสวนป่าสาธารณะหรือวโนทยานที่ร่มรื่นเหมาะแก่การพักผ่อน
ในสมัยพุทธกาลลุมพินีวันตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์กับเมืองเทวทหะ
ในแคว้นสักกะ บนฝั่งแม่น้ำโรหิณี หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว
พระเจ้าอโศกมหาราชได้โปรดให้สร้างเสาหินขนาดใหญ่มาปักไว้ตรงบริเวณที่ ประสูติ
เรียกว่า เสาอโศก ที่จารึกข้อความเป็นอักษรพราหมีว่าพระพุทธเจ้าประสูติที่ตรงนี้
ปัจจุบันลุมพินีวันอยู่ในเขตประเทศเนปาล
ติดชายแดนประเทศอินเดียทางเหนือเมืองโคราฆปุระ ห่างจากสิทธารถนคร (หรือ นครเทวทหะ)
ทางทิศตะวันตกประมาณ 22
กิโลเมตร และห่างจากเมืองติเลาราโกต (หรือ นครกบิลพัสดุ์)
ทางทิศตะวันออก 22 กิโลเมตร
ซึ่งถูกต้องตามตำราพระพุทธศาสนาที่กล่าวว่าลุมพินีวันสถานที่ประสูติ
ตั้งอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์และเมืองเทวทหะ ปัจจุบัน
ลุมพินีวันมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ทางการเรียกสถานที่นี้ว่า รุมมินเด มีสภาพเป็นชนบท มีผู้อาศัยอยู่ไม่มาก มีสิ่งปลูกสร้างเป็นพุทธสถานเพียงเล็กน้อย แต่มีวัดพุทธอยู่ในบริเวณนี้หลายวัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี ที่นี่นับเป็นสถานที่แสวงบุญของผู้คนทั่วโลกที่มีศรัทธาในพุทธศาสนา ถือได้ว่าเป็นสังเวชนียสถาน 1 ใน 4 แห่ง ที่เล่าพุทธศาสนิกชนต่างเดินทางมาเพื่อสักการบูชาสถานที่ประสูติของพระองค์
ลุมพินีวันมีเนื้อที่ประมาณ 2,000 ไร่ ทางการเรียกสถานที่นี้ว่า รุมมินเด มีสภาพเป็นชนบท มีผู้อาศัยอยู่ไม่มาก มีสิ่งปลูกสร้างเป็นพุทธสถานเพียงเล็กน้อย แต่มีวัดพุทธอยู่ในบริเวณนี้หลายวัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี ที่นี่นับเป็นสถานที่แสวงบุญของผู้คนทั่วโลกที่มีศรัทธาในพุทธศาสนา ถือได้ว่าเป็นสังเวชนียสถาน 1 ใน 4 แห่ง ที่เล่าพุทธศาสนิกชนต่างเดินทางมาเพื่อสักการบูชาสถานที่ประสูติของพระองค์
ลุมพินีวันในสมัยพุทธกาล
ในสมัยพุทธกาล
ลุมพินีวันอยู่ในเขตแห่งดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์
เมืองหลวงของพระเจ้าสุทโธทนะ และกรุงเทวทหะ เมืองหลวงของพระเจ้าชนาธิป
เป็นพระราชอุทยานลาดลุ่ม ร่มรื่น กึ่งกลางระหว่างทางสำหรับพักผ่อนหย่อนใจของ
กษัตริย์และประชาชน
สภาพของลุมพินีวันในสมัยนั้นอาจจะพิจารณาได้จากคัมภีร์วิสุทธชนวิลาสินี
อรรถกถาขุททกนิกาย อปทาน ได้พรรณนาเป็นภาษาบาลีไว้ว่า
“ทวิ นฺนํ ปน นครานํ อนฺตเร อุภยนครวาสีนมฺปิ
ลุมพินีวนํ นาม มงฺคลสาลวนํ อตฺถิ, ตสฺมึ สมเย มูลโต ปฏฺฐาย
ยาว อคฺคสาขา สพฺพํ เอกปาลิผุลฺลํ อโหสิ สาขนฺตเรหิ เจว ปุปฺผนฺตเรหิ จ ปญฺจวณฺณา
ภมรคณา นานปฺปการา จ สกุณสงฺฆา มธุรสฺสเรน วิกูชนฺตา สกลํ ลุมฺพินีวนํ จิตฺตลตาวนสทิสํ
ฯเปฯ”
แปลว่า: “ในระหว่างเมืองทั้งสอง มีป่าสาละชื่อลุมพินีวันอันเป็นมงคล สมัยนั้นสาละทั้งหมดล้วนมีดอกออกสะพรั่งเป็นแนวเดียวกัน แต่รากจนสุดปลายกิ่ง ตามกิ่งก้านสาขาและดอกนั้นล้วนมีหมู่ภมรนานาชนิด และหมู่นกหลากหลายชนิดส่งเสียงกู่ร้องประสานสำเนียง ดังทั่วทั้งป่า ลุมพินีวันนั้นจึงประดุจเช่นเดียวกับสวนจิตรลดา (อันมีในดาวดึงสเทวโลก) ฉะนั้น ฯลฯ”
— วิสุทฺธชนวิลาสินี ๑, หน้า ๖๔
แปลว่า: “ในระหว่างเมืองทั้งสอง มีป่าสาละชื่อลุมพินีวันอันเป็นมงคล สมัยนั้นสาละทั้งหมดล้วนมีดอกออกสะพรั่งเป็นแนวเดียวกัน แต่รากจนสุดปลายกิ่ง ตามกิ่งก้านสาขาและดอกนั้นล้วนมีหมู่ภมรนานาชนิด และหมู่นกหลากหลายชนิดส่งเสียงกู่ร้องประสานสำเนียง ดังทั่วทั้งป่า ลุมพินีวันนั้นจึงประดุจเช่นเดียวกับสวนจิตรลดา (อันมีในดาวดึงสเทวโลก) ฉะนั้น ฯลฯ”
— วิสุทฺธชนวิลาสินี ๑, หน้า ๖๔
หลังจากการประสูติของพระพุทธองค์แล้ว
ไม่ปรากฏหลักฐานอื่นว่าพระพุทธเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้แต่อย่างใด
แม้พระพุทธเจ้าจะได้เสด็จมา ณ กรุงกบิลพัสดุ์
ก็ประทับที่นิโครธารามที่พระประยูรญาติจัดถวายหาได้มาประทับหรือแสดงธรรม ณ
ลุมพินีวันอีกไม่ เนื่องเพราะลุมพินีวันนั้นเป็นอุทยานไม่มีผู้คนอาศัยนั่นเอง
จุดแสวงบุญของ ลุมพินีวัน
ปัจจุบัน
ลุมพินีวันได้รับการบูรณะและมีถาวรวัตถุสำคัญที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะ คือ “เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช”
ที่ระบุว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ
นอกจากนี้ ยังมี “วิหารมายาเทวี” ภายในประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส โดยเป็นวิหารเก่ามีอายุร่วมสมัยกับเสาหินพระเจ้าอโศก
ปัจจุบัน ทางการเนปาลได้สร้างวิหารใหม่ทับวิหารมายาเทวีหลังเก่า และได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า สันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าก้าวที่เจ็ดของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงดำเนินได้ เจ็ดก้าวในวันประสูติ
นอกจากนี้ ยังมี “วิหารมายาเทวี” ภายในประดิษฐานภาพหินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส โดยเป็นวิหารเก่ามีอายุร่วมสมัยกับเสาหินพระเจ้าอโศก
ปัจจุบัน ทางการเนปาลได้สร้างวิหารใหม่ทับวิหารมายาเทวีหลังเก่า และได้ขุดค้นพบศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า สันนิษฐานว่าเป็นจารึกรอยเท้าก้าวที่เจ็ดของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงดำเนินได้ เจ็ดก้าวในวันประสูติ
ลุมพินีวันได้รับการพัฒนาจากชาวพุทธทั่วโลก
โดยเฉพาะจากโครงการฟื้นฟูพุทธสถานลุมพินีวันให้เป็น “พุทธอุทยานทางประวัติศาสตร์ของโลก”
ซึ่งเป็นดำริของ ฯพณฯ อู ถั่น ชาวพุทธพม่า
ในสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ
ท่านตั้งใจเริ่มโครงการฟื้นฟูให้ลุมพินีวันเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธ บนพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้ากว่า 6,000 ไร่ (ขนานตามแนวเหนือใต้)
แบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับปลูกป่าและสร้างวัดพุทธนานาชาติจากทั่วโลกกว่า 41
ประเทศ โดยโบราณสถานลุมพินีวันตั้งอยู่ทางด้านใต้ ปัจจุบัน
มีวัดไทยและวัดพุทธทั่วโลกไปสร้างอยู่จำนวนมากและมีขนาดใหญ่โต
เพื่อรองรับพุทธศาสนิกชนที่มาสักการะแสวงบุญ
ในปี พ.ศ. 2540 ลุมพินีวันได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก
ภายใต้ชื่อ “ลุมพินี สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า” ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญครั้งที่ 21 ที่เมืองนาโปลี
ประเทศอิตาลี อีกด้วย ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญของทัวร์สังเวชนียสถาน
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๒
เสาหินพระเจ้าอโศกมหาราช | หินแกะสลักพระรูปพระนางสิริมหามายาประสูติพระราชโอรส | ศิลาจารึกรูปคล้ายรอยเท้า |
---|---|---|
![]() | ![]() | |
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๒
พุทธคยานับเป็นพุทธสังเวชนียสถานที่สำคัญที่สุดและเป็นสถานที่
ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวพุทธทั่วโลกเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา
โดยเป็นสถานที่ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็น
สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า นับเป็นเวลากว่า 2,500 ปีที่สถานที่แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของจุดหมายในการแสวงบุญของชาวพุทธผู้มี
ศรัทธาทั่วโลก พุทธคยามีชื่อเรียกอีกชื่อว่า วัดมหาโพธิ์ (Mahabodhi
Temple) ตั้งอยู่ที่จังหวัดคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย
ห่างจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา 350 เมตร
ในอดีตตำบลที่ตั้งพุทธคยามีชื่อว่า อุรุเวลาเสนานิคม ต่อมา จึงเพี้ยนเป็น อุเรล
ปัจจุบัน พุทธคยาอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วมพุทธ-ฮินดู และยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545
ปัจจุบัน พุทธคยาอยู่ในความดูแลของคณะกรรมการร่วมพุทธ-ฮินดู และยังได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ประเภทมรดกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545
พุทธคยาในสมัยพุทธกาล
ในสมัยพุทธกาล
พุทธคยาอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าชมพูทวีป ตั้งอยู่ในหมู่บ้านนิคมชื่อว่าอุรุเวลา
ในแคว้นมคธ เป็นสถานที่ที่ร่มรื่น (รมณียสถาน) สะดวกด้วยโคจรคาม
เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรทางจิต
สภาพของพุทธคยาในสมัยพุทธกาลอาจจะพิจารณาได้จากพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกที่ได้ ทรงตรัสกับโพธิราชกุมาร
ในโพธิราชกุมารสูตร ราชวรรค มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์
ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงพรรณาถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคมไว้ว่า
ราช กุมาร!
เรานั้นเมื่อหลีกไปจากสำนักอุทกผู้รามบุตรแล้ว แสวงหาอยู่ว่าอะไรเป็นกุศล
ค้นหาแต่สิ่งที่ประเสริฐฝ่ายสันติอันไม่มีอื่นยิ่งกว่า, เที่ยวจาริกไปตามลำดับหลายตำบลในมคธรัฐ
จนบรรลุถึงตำบล อุรุเวลาเสนานิคม พักแรมอยู่ ณ ตำบลนั้น. ณ ที่นั้น
เราได้พบภาคพื้นรมณียสถาน มีชัฏป่าเยือกเย็น แม่น้ำใสเย็นจืดสนิท
มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ มีบ้านสำหรับโคจรตั้งอยู่โดยรอบ. ราชกุมาร! เราได้เห็นแล้ว
เกิดความรู้สึกว่า “ภูมิภาคนี้น่ารื่นรมย์จริง
ชัฏป่าเย็นเยือก แม่น้ำไหลใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นอันดีน่าเพลินใจ
ทั้งที่โคจรก็ตั้งอยู่โดยรอบ, ที่นี้สมควรเพื่อจะตั้งความเพียรของกุลบุตรผู้ต้องการด้วยความเพียร”
ดังนี้. ราชกุมาร! เรานั่งพักอยู่ ณ ตำบลนั้นเอง
ด้วยคิดว่าที่นี้สมควรแล้วเพื่อการตั้งความเพียร ดังนี้.
— ‘สยามรฏฺฐเตปิฏกํ ปาลี. โพธิราชกุมารสุตฺตํ
ราชวคฺค ม. ม.
เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว
พระองค์ก็ได้ประทับอยู่ ณ พุทธคยา เพื่อเสวยวิมุตติสุข
(ความสุขอันเกิดจากความหลุดพ้น) อยู่ 7 สัปดาห์ และเกิดเรื่องราวต่าง ๆ มากมาย ณ
โพธิมณฑลแห่งนี้ภายในเวลา 7 สัปดาห์ดังกล่าว
ซึ่งรวมถึงเรื่องราวของตปุสสะและภัลลิกะ 2 พ่อค้า
ที่เดินทางผ่านมาเห็นพระพุทธองค์มีพระวรกายผ่องใส
จึงเข้ามาถวายข้าวสัตตุผลและสัตตุก้อน แล้วแสดงตนเป็นเทววาจิกอุบาสก ผู้ถึงพระพุทธและพระธรรมเป็นสรณะคู่แรกของโลกหลังจากการตรัสรู้และเสวยวิมุตติสุขของพระพุทธองค์แล้ว
ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพระพุทธองค์เสด็จมา ณ ที่แห่งนี้แต่อย่างใด
มีกล่าวถึงในอรรถกถาแต่เมื่อคราวพระอานนท์มา ณ พุทธคยา
เพื่อนำเมล็ดพันธุ์ต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้กลับไปปลูก ณ
วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี ตามความต้องการของอนาถบิณฑิกเศรษฐี
ซึ่งปรารถนาให้มีสิ่งเตือนใจเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปประทับที่อื่น
ต้นโพธิ์ต้นที่อยู่ ณ วัดพระเชตวัน จึงได้ชื่อว่า “อานันทโพธิ์”
และยังคงยืนต้นมาจนถึงปัจจุบัน
จุดแสวงบุญของพุทธคยาพุทธคยา
ในปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่ต่ำกว่าพื้นปกติเหมือนหลุมขนาด
ใหญ่ เนื่องจากผ่านระยะเวลากว่าสองพันปี
ดินและตะกอนจากแม่น้ำได้ทับถมจนพื้นที่ในบริเวณนี้สูงขึ้นกว่าในสมัยพุทธกาล
หลายเมตร ทำให้ในปัจจุบันผู้ไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งนี้ต้องเดินลงบันไดกว่าหลาย
สิบขั้น เพื่อถึงระดับพื้นดินเดิมที่เป็นฐานที่ตั้งพุทธสถานโบราณ
พุทธคยาในปัจจุบันเป็นพื้นที่อยู่ต่ำกว่าพื้นปกติเหมือนหลุมขนาด
ใหญ่ เนื่องจากผ่านระยะเวลากว่าสองพันปี
ดินและตะกอนจากแม่น้ำได้ทับถมจนพื้นที่ในบริเวณนี้สูงขึ้นกว่าในสมัยพุทธกาล
หลายเมตร ทำให้ในปัจจุบันผู้ไปนมัสการสังเวชนียสถานแห่งนี้ต้องเดินลงบันไดกว่าหลาย
สิบขั้น เพื่อถึงระดับพื้นดินเดิมที่เป็นฐานที่ตั้งพุทธสถานโบราณ
ปัจจุบัน
พุทธคยาได้รับการบูรณะและมีถาวรวัตถุที่สำคัญ ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะ คือ “พระมหาโพธิเจดีย์”
อนุสรณ์สถานแห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
มีลักษณะเป็นเจดีย์ 4 เหลี่ยม สูง 170 ฟุต
วัดโดยรอบฐานได้ 121.29 เมตร ภายในประดิษฐาน “พระพุทธเมตตา” พระพุทธรูปที่รอดจากการถูกทำลายจากพระเจ้าศศางกา
พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยแบบศิลปะปาละ
เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวพุทธทั่วโลก “พระแท่นวัชรอาสน”
แปลว่า พระแท่นมหาบุรุษใจเพชร
สร้างด้วยวัสดุหินทรายเป็นรูปหัวเพชรสี่เหลี่ยม กว้าง 4.10 นิ้ว
7.6 นิ้ว หนา 5 นิ้วครึ่ง
ประดิษฐานอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นพระแท่นจำลองขึ้นทับพระแท่นเดิมเพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ณ จุดนี้ ปัจจุบัน
ประชาชนและรัฐบาลประเทศศรีลังกาได้อุทิศสร้างกำแพงแก้ว ทำด้วยทองคำแท้
ประดิษฐานรอบต้นพระศรีมหาโพธิ์และพระแท่นวัชรอาสน์ นอกจากนี้
บริเวณพุทธคยาและโดยรอบยังมีสถานที่สำคัญมากมาย เช่น กลุ่มพระเจดีย์เสวยวิมุตติสุข
สระมุจลินทร์ บ้านนางสุชาดา ถ้ำดงคสิริ (สถานที่เจ้าชายสิทธัตถะบำเพ็ญทุกกรกิริยา)
วัดพุทธนานาชาติ เป็นต้น
ต่อมา
ชาวพุทธทั่วโลกได้ร่วมเสนอขอให้พุทธคยาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จนในปี
พ.ศ. 2545
ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจึงพิจารณาให้พุทธคยาเป็นมรดกโลก
ปัจจุบัน
พุทธคยานับได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดของนักแสวงบุญชาว
พุทธทั่วโลก โดยแต่ละปีจะมีผู้แสวงบุญนับล้านคนเดินทางมานมัสการมหาพุทธสถานแห่งนี้
ในฐานะที่เป็นสังเวชนียสถานศักดิ์สิทธิ์และสำคัญที่สุดของชาวพุทธ สถานที่อันเป็นจุดเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนา
และสถานที่ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมา
สัมพุทธเจ้า พระบรมมหาศาสดาของชาวพุทธทั้งมวล
![]() | ![]()
พระพุทธเมตตา
| ![]() |
![]()
ต้นพระศรีมหาโพธิ์
| ![]()
พระแท่นวัชรอาสน์
| ![]()
บ้านนางสุชาดา
|
![]() | ![]() | ![]() |
สถานที่ปฐมเทศนา : สารนาถ

ในสมัยพุทธกาลสารนาถ
ในสมัยพุทธกาล เรียกกันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่า เขตป่าอภัยทานแก่สัตว์ที่เป็นที่บำเพ็ญตบะของฤษี เป็นสถานที่สงบและเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤษีและนักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมมันตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของ พรามหณ์ ทำให้เหล่าปัญจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะ ภายหลังจากที่พระองค์ทรงเลิกบำเพ็ญทุกขกริยา ได้มาบำเพ็ญตบะที่นี่แทน
…ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปด้วยกัน ๒ รูป โดยทางเดียวกัน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง…
— สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ทุติยปาสสูตรที่ ๕
และด้วยเหตุทั้งหลายดังกล่าวมานี้ สารนาถจึงได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งศูนย์กลางพระพุทธศาสนาแห่งแรกมาตั้งแต่นั้นซึ่งในช่วงหลังจากพระพุทธองค์เสด็จออกจากสารนาถหลังประกาศส่งพระ สาวกออกเผยแพร่ศาสนานั้น ไม่ปรากฏในหลักฐานในพระไตรปิฎกว่ามีการสร้างอารามหรือสิ่งก่อสร้างในป่าสาร นาถแห่งนี้ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าสิ่งก่อสร้างใหญ่โตคงจะได้มาเริ่มสร้างขึ้นกันในช่วง หลังที่พระพุทธศาสนาได้รุ่งเรืองมั่นคงในแคว้นมคธแล้วยสสถูป
สถานที่พระพุทธเจ้าทรงพบท่านยสะ
ซึ่งต่อมาได้บรรลุเป็นพระอรหันตสาวกองค์ที่ 6 ในโลก
๑. ธรรมเมกขสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าแสดงปฐมเทศนาและประกาศส่งพระสาวกไปเผยแพร่พระศาสนา
๒. ยสสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าทรงพบท่านยสะ ซึ่งต่อมาได้บรรลุเป็นพระอรหันตสาวกองค์ที่ 6 ในโลก พร้อมกับบิดาของท่านที่ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เป็นอุบาสกคนแรกของโลก
๓. รากฐานธรรมราชิกสถูป สถานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงอนัตตลักขณะสูตร และสถานที่เคยประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
๔. พระมูลคันธกุฏี พระคันธกุฏีที่ประทับจำพรรษาของพระพุทธองค์ในพรรษาแรก
๕. ซากเสาพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งหักเป็น 5 ท่อน ในอดีตเสานี้เคยมีความสูงถึง 70 ฟุต และบนยอดเสามีรูปสิงห์ 4 หัวอีกด้วย ปัจจุบันสิงห์ 4 หัว ได้เหลือรอดจากการทำลายและรัฐบาลอินเดียได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สารนาถ โดยสิงห์ 4 หัวนี้ ได้ถูกนำมาเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดีย และข้อความจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชที่จารึกไว้ใต้รูปสิงห์ดังกล่าวคือ “สตฺยเมว ชยเต” (เทวนาครี: सत्यमेव जयते) หมายถึง “ความจริงชนะทุกสิ่ง”) และได้ถูกนำมาเป็นคำขวัญประจำชาติของประเทศอินเดียอีกด้วย
จุดแสวงบุญสถานที่ปฐมเทศนา : สารนาถ
"ยอดหัวสิงห์พระเจ้าอโศก" และ "พระพุทธรูปปางแสดงปฐมเทศนา" ซึ่งมีผู้ยกย่องว่ามีความสวยงามมากที่สุดองค์หนึ่งของโลก
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔
สถานที่ปรินิพพาน : กุสินารา
สังเวชนียสถานแห่งที่ ๔ คือ
สถานที่ดับขันธปรินิพพาน ด้วยอนุาทิเสสนิพพานธาตุดับไม่มีส่วนเหลือ คือทั้งกิเลส
ทั้งเบญจขันธ์ดับหมด ตามปกติพระอรหันต์ทั่วไปๆไปจะนิพพาน ๒ ครั้ง คือ
ครั้งแรกนั้นเป็นการดับกิเลส ส่วนเบญจขันธ์ยังอยู่ เรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพาน
หรือนิพพาน เมื่อยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่จิตเข้าสู่แดนพระนิพพานเท่านั้น
เป็นจิตที่สะอาด ไม่มีกิเลส ไม่มีทุกข์แล้ว ดังเช่นพระพุทธเจ้า
นิพพานครั้งแรกนี้เมื่อวันเพ็ญ เดือนวิสาขะ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
ส่วนนิพพานครั้งที่ ๒ ก็คือ อนุปาทิเสสนิ
กุสินารา ตั้งอยู่ที่ตำบลมถากัวร์
อำเภอกุสินคร หรือกาเซีย หรือกาสยา (Kushinagar-Kasia-Kasaya) ในเขตจังหวัดเดวเย หรือ
เทวริยา (Devria-Devriya-Kasia-Kasaya) รัฐอุตรประเทศ
ประเทศอินเดีย สาลวโนทาย สถานที่เสด็จดับขันธปรินิพพาน มีชื่อเรียกในท้องถิ่นว่า
มาถากุนวะระกาโกฏ (Matha-Kunwar-Ka-Kot) ซึ่งแปลว่า
ตำบลเจ้าชายสิ้นชีพ
กุสินาราในสมัยพุทธกาล
ในสมัยพุทธกาล
เมืองกุสินาราอันเป็นที่ตั้งของสาลวโนทยานอยู่ในแคว้นมัลละ 1 ใน 16 แคว้น ซึ่งเป็นเขตการปกครองสมัยพุทธกาล
โดยในสมัยนั้นแคว้นมัลละแยกเป็นสองส่วน คือ ฝ่ายเหนือมีเมืองกุสินาราเป็นเมืองหลวง
เจ้าปกครองเรียกว่า “โกสินารกา” และฝ่ายใต้มีเมืองปาวาเป็นเมืองหลวง
เจ้าปกครองเรียกว่า “ปาเวยยมัลลกะ” ทั้งสองเมืองนั้นตั้งอยู่ห่างกันเพียง
12 กิโลเมตร มีอำนาจในการบริหารแยกจากกัน
โดยมีระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (สามัคคีธรรม)
โดยมีแม่น้ำหิรัญญวดีคั่นตรงกลาง กุสินารานั้นเมื่อเปรียบเทียบกับแคว้นอื่น ๆ
ในสมัยพุทธกาล จัดว่าเป็นแคว้นเล็ก ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนักในด้านเศรษฐกิจ
ดังที่พระอานนท์ได้ทูลทักท้วงพระพุทธองค์ที่ทรงเลือกเมืองกุสินาราเป็นสถาน
ที่ปรินิพพานไว้ว่า
ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ
ขอพระองค์อย่าเสด็จปรินิพพานในเมืองดอนในฐานะเมืองกิ่งนี้เลย
เมืองอื่นอันมีขนาดใหญ่กว่านี้ยังมีอยู่คือ จัมปา ราชคฤห์ สาวัตถี สาเกต โกสัมพี
พาราณสี ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จดับขันธปรินิพพานในเมืองเหล่านี้เถิด
กษัตริย์ผู้มีอำนาจ พราหมณ์ผู้มีบารมี
เศรษฐีคหบดีผู้มั่งคั่งที่เลื่อมใสในพระองค์มีมากในเมืองเหล่านี้
ท่านผู้มีอำนาจเหล่านั้นจักได้กระทำการบูชาพระสรีระของตถาคต
— พระอานนท์
สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธองค์อยู่ในพระราชอุทยานของเจ้ามัลละฝ่ายเหนือ
แห่งกุสินารา ชื่อว่า “อุปวตฺตนสาลวนํ” หรือ อุปวัตตนะสาลวัน
ซึ่งในคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า สาลวโนทยาน แปลว่า สวนป่าไม้สาละ
ป่าแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำหิรัญญวดี เป็นป่าไม้สาละร่มรื่น
ซึ่งหลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์แล้ว กษัตริย์แห่งมัลละก็ได้ประดิษฐานพระพุทธสรีระไว้
ณ เมืองกุสินาราเป็นเวลากว่า 7 วัน
ก่อนที่จะประกอบพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ มกุฏพันธนเจดีย์ ในวันที่ 8 แห่งพุทธปรินิพพาน
การที่พระพุทธองค์ทรงเลือกเมืองกุสินาราอันเป็นเมืองเล็กแห่งนี้
เป็นสถานที่ปรินิพพาน มีหลายสาเหตุ แต่สาเหตุสำคัญ คือ
ทรงทราบดีว่าเมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว
พระสรีระและพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์จักถูกแว่นแคว้นต่าง ๆ แย่งชิงไปทำการบูชา
หากพระองค์ปรินิพพานในเมืองใหญ่
เมืองใหญ่เหล่านั้นอาจไม่แบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้เมืองเล็ก ๆ เช่น เมืองกุสินารา
เป็นต้น ซึ่งก็เป็นความจริงเพราะหลังพระพุทธองค์ปรินิพพาน เจ้าผู้ครองแคว้นต่าง ๆ
ก็ได้ยกกองทัพหลวงของตนมาล้อมเมืองกุสินาราเพื่อจะแย่งชิงพระบรมสารีริกธาตุ
แต่ด้วยความที่กุสินาราเป็นเมืองเล็ก
จึงต้องยอมระงับศึกโดยแบ่งพระบรมสารีริกธาตุให้ทุกเมืองโดยไม่ต้องเกิด สงคราม
สถานที่ประดิษฐานพระพุทธบรมศพพระพุทธเจ้าเป็นเวลา ๗
วันก่อนอัญเชิญไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ
จุดแสวงบุญและสภาพของกุสินารา
ปัจจุบันกุสินาราได้รับการบูรณะ
และมีปูชนียวัตถุสำคัญ ๆ ที่ชาวพุทธนิยมไปสักการะคือ
๑. “สถูปปรินิพพาน” เป็นสถูปแบบทรงโอคว่ำที่เป็นทรงพระราชนิยมในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
สร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช บนสถูปมียอดมน มีฉัตรสามชั้น
๒.
“มหาปรินิพพานวิหาร” ตั้งอยู่ด้านหน้าในฐานเดียวกันกับสถูปปรินิพพาน
ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางเสด็จดับขันธปรินิพพาน (คือพระพุทธรูปนอนบรรทมตะแคงเบื้องขวา)
ศิลปะมถุรา มีอายุกว่า 1,500 ปี ในจารึกระบุผู้สร้างคือ
หริพละสวามี โดยนายช่างชื่อ ทินะ ชาวเมืองมถุรา
ในปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ถือได้ว่าเป็นจุดหมายสำคัญที่ชาวพุทธจะมา สักการะ
เพราะเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธลักษณะอันพิเศษคือเหมือนคนนอนหลับธรรมดา
แสดงให้เห็นว่าพระพุทธองค์ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานจากไปอย่างผู้หมดกังวลใน
โลกทั้งปวง
๓.
“มกุฏพันธนเจดีย์” อยู่ห่างจากปรินิพพานสถูปไปทางทิศตะวันออก 1
กิโลเมตร ชาวท้องถิ่นเรียก รัมภาร์สถูป
เป็นสถานที่ถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ มีสภาพเป็นเนินดินก่อด้วยอิฐขนาดใหญ่
ปัจจุบันรัฐบาลอินเดียได้เข้ามาบูรณะซ่อมแซมไว้อย่างดี
ปัจจุบันชาวพุทธทั่วโลกได้มาก่อสร้างวัดไว้มากมาย
โดยมีวัดของไทยด้วย ชื่อ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ปัจจุบันชาวไทยที่มาสักการะ ณ
กุสินารา นิยมมาพักที่นี่ ในส่วนพุทธสถานโบราณลุมพินีนั้น ปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นอย่างดีจากรัฐบาลอินเดีย
โดยรอบมีสภาพเป็นสวนป่าสาละร่มรื่นเหมือนครั้งพุทธกาล
ชวนให้เจริญศรัทธาแก่ผู้มาสักการะตลอดมาจนปัจจุบัน
สถานที่สำคัญ
![]()
มหาปรินิพพาน
| ![]() สถูปปรินิพพาน |
มกุฏพันธนเจดีย์ | ![]() วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ |
เมืองราชคฤห์
กรุงราชคฤห์เป็นชื่อเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ ตามภาษาบาลีเรียกว่า “ราชคฤห์” ปัจจุบันเรียกเพี้ยนมาเป็น “ราชคีร์” คนไทยเรียกว่า “ราชคฤห์” เพราะเป็นที่ประทับของพระจักรพรรดินามว่า “มันตุราช” มีพระมหาโกวินทะปุโรหิตาจารย์ เป็นสถาปนิกใหญ่ออกแบบในอรรถกถาวิมานวัตถุ นครนี้ชื่อว่า “คิริพชะนคร” เพราะตั้งอยู่กลางเขา ๕ ลูก คือ อิสิคิลิ, เวปุลละ, เวภาระ, ปัณฑวะ และคิชฌกูฎ จินตกวีผู้ประพันธ์ กามนิตวาสิฏฐี ได้ขนานนามนครนี้ว่า “เบญจคีรีนคร”
ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ พรรณนาความยิ่งใหญ่แข็งแรงของเมืองว่ามีประตูใหญ่ ๓๒ ประตู ประตูเล็กอีก ๖๔ ประตู มีประชากร ๑๘ โกฏิ เมืองราชคฤห์ยิ่งใหญ่ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และศาสนา ยากที่จะหาเมืองใดเทียบได้ การเมือง มีความเกี่ยวพันธ์ฉันพี่น้องกับแคว้นโกสล และได้เป็นเมืองหลวง ๒ แคว้น คือ แคว้นอังคะ และแคว้นมคธ เศรษฐกิจ เป็นศูนย์กลางทางการค้าขาย สมัยพุทธกาลมีหมาเศรษฐี ๙ ท่าน คือ ราชคหเศรษฐี, ปุณณเศรษฐี, โชติกเศรษฐี, เมณฑกเศรษฐี, ธนัญชัยเศรษฐี, ปาวาริกเศรษฐี, วิสาขาเศรษฐี, โกสิยเศรษฐี, กากวัลลิยเศรษฐี ศาสนา เป็นที่ชุมนุมของเจ้าลัทธิทั้งหลาย เช่น อาฬารดาบส กาลามโคตร, อุทกดาบส รามบุตร, ปูรณกัสสปะ, มักขลิโคสาล, อชิตเกสกัมพล, ปกุทธกัจจายนะ, นิครนถนากบุตร และสัญชัยเวลัฏฐบุตร
ก่อน พ.ศ. ๕๐ เจ้าชายสิทธัตถะถือบวชเสด็จมานครนี้เป็นครั้งแรก ศึกษาในสำนักของอาฬารดาบสได้สมาบัติ ๗ และศึกษาต่อในสำนักอุทกดาบสได้สมาบัติ ๘ ได้พบกับพระเจ้าพิมพิสารเป็นครั้งแรก
ก่อน พ.ศ. ๔๔ พระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดพระเจ้าพิมพิสารเพื่อเปลื้องปฏิญญาและประทับจำพรรษาที่นี่ในพรรษาที่ ๒-๔ รวม ๓ พรรษา รับปฐมสังฆกรรมเวฬุวันจากพระเจ้าพิมพิสาร
ก่อน พ.ศ. ๒ ปี หลังออกพรรษาที่ ๔๔ พระพุทธองคืได้มาประทับเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จไปจำพรรษาเมืองไพสาลี พรรษาที่ ๔๕
หลังพระเจ้าอชาตศัตรุทำปิตุฆาต จึงย้ายพระราชฐานไปอยู่ด้านนอกเบญจคีรีนครทางทิศเหนือ ข้างเขาเวปุลละและเวภาระ
หลังพุทธปรินิพพานได้ ๓ เดือน จึงทำการสังคายนาครั้งที่ ๑ ณ ถ้ำสัตตบรรณคูหา เขาเวภารบรรพต มีพระมหากัสสปะเป็นประธานปุจฉา พระอานนท์วิสัขขนาพระสูตรและพระอภิธรรม พระอุบาลีวิสัขขนาพระวินัย พระเจ้าอชาตศัตรูเป็นผู้ถวายศาสนูปถัมภ์
พ.ศ. ๒๓๘ พระเจ้าอโศกมหาราชเสด็จมาสักการะพุทธสถานในเมืองราชคฤห์ สร้างสถูปเจดีย์ และปักเสาอโศกเป็นอนุสรณ์
พ.ศ. ๘๐๐ เศษ ได้รับการดูแลและอุปถัมภ์จากพระมหากศัตริย์ในราชวงศ์คุปตะ พระพุทธศาสนาในแคว้นมคตจึงเจริญรุ่งเรือง
พ.ศ. ๙๔๔-๙๕๓ หลวงจีนฟาเหียนมาจาริกธรรม เห็นวัดวาอารามมากมาย เห็นพระสงฆ์ปฏิบัติธรรมบำเพ็ญภาวนา บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์
พ.ศ. ๑๑๔๙-๑๑๙๑ ได้รับการอุปถัมภ์จากกษัตริย์ราชวงศ์หรรษวรรธนะ
พ.ศ. ๑๑๗๒-๑๑๙๑ หลวงจีนถัมซัมจั๋ง มาสืบศาสนาบันทึกว่า พบสถูปที่พระเจ้าอโศกสร้างไว้สูงประมาณ ๖๐ ฟุต ข้างสถูปมีแท่งหินกับคำจารึก
พ.ศ. ๑๓๐๓-๑๖๘๕ อยู่ในการอุปถัมภ์ของราชวงศ์ปาละเป็นเวลานานกว่า ๔๐๐ ปี
พ.ศ. ๑๗๔๓ ถูกกองทัพอิสลามย่ำยีจนไม่มีโบราณสถานใดเหลือเป็นชิ้นดี
พ.ศ. ๒๐๐๐ เศษ ท่านศรีอัศวินีกุมารทัตต์ ชาวเมืองพาริศาลในแคว้นเบงกอล เป็นคนแรกที่มาค้นคว้าแหล่งสำคัญของพระพุทธศาสนาในเมืองราชคฤห์
พ.ศ. ๒๓๖๙ ภิกษุชาวพม่าได้มาสำรวจอย่างจริงจัง
พ.ศ. ๒๔๐๕ เซอร์คันนิ่งแฮมจึงพาคณะนักโบราณคดีสำรวจขุดค้นพุทธสถานเมืองราชคฤห์
พ.ศ. ๒๔๗๕ เกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ โบราณสถานบางแห่งสูญสลาย
พ.ศ. ๒๔๙๙ รัฐบาลอินเดียได้บูรณพัฒนาเพื่อฉลองมหาพุทธชยันตี พุทธสถานทั้งหลายในนครราชคฤห์ จึงมีปรากฏแก่สายตามบรรดานักแสวงบุญจากทั่วทุกสารทิศ
สถานที่สำคัญ
๑) เวฬุวนาราม วัดแรกในพระพุทธศาสนา
- ต้นกำเนิดวันมาฆบูชาเกิดที่นี่
- พระสรีบุตรและพระโมคคัลลานะบวชที่นี่
- ต้นกำเนิดการทำบุญอุทิศถึงเปตชน
- สถานที่แสดงโอวาทปาฏิโมกข์ (หัวใจพระพุทธศาสนา)
๒) เมืองราชคฤห์ แบ่งเป็น ๓ สมัย คือ พระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอชาตศัตรู และราชคฤห์ปัจจุบัน
๓) เขาคิชฌกูฏ เป็นยอดเขา ที่พระพุทธเจ้าเลือกประทับเป็นการส่วนพระองค์บนเขาลูกนี้ประกอบด้วย
- โจรปปาตะ (เหวทิ้งโจร)
- มาตาตุจฉิวิหาร (สถานที่พระนาวโกศลเวเทหิหมายแท้งครรภ์)
- เจติยสถานพระเจ้าพิมพิสารลงจากหลังช้าง
- เจติยสถานพระเจ้าพิมพิสารลงจากวอพระที่นั่ง
- สะพานข้ามสู่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์
- ถ้ำพระมหาโมคคัลลานะ (ที่พักอาศัยของพระมหาโมคคัลลานะ)
- ที่สันนิษฐานพระเทวทัตกลิ้งก้อนหินหมายปลงพระชนม์พระพุทธองค์
- ถ้ำสุกรขาตา (ที่พระสารีบัตรสำเร็จพระอรหันต์)
- เจติยสถานพระถังซัมจั๋งสักการะพุทธสถาน
- อานนทกุฎี (ที่พักพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก)
- พระมูลคันธกุฎี (ที่ประทับพระพุทธเจ้า)
๔) ตโปธาราม บ่อน้ำร้อนธรรมชาติ ต้นบัญญัติ ๑๕ วันอาบน้ำ (ที่นี่) ได้ ๑ ครั้ง
๕) สัตตบรรณคูหา บนเขาเวภารบรรพตที่ทำสังคายนาครั้งที่ ๑
๖) ชีวกัมพวัน โรงพยาบาลสงฆ์แห่งแรกในโลก หมอชีวกโกมารภัจจ์ถวาย
๗) ลัฎฐิวัน สวนตาลหนุ่ม ที่พระเจ้าพิมพิสาร และข้าราชบริพาร ๑๒๐,๐๐๐ เข้าเฝ้าพระพุทธองค์และฟังธรรม
๘) เรือนคุมขังพระเจ้าพิมพิสาร ถูกพระราชโอรสชาตศัตรูกุมารจับมากักขังบริเวณจนสิ้นพระชนม์ที่นี่
- พระเจ้าพิมพิสารถูกอชาตศัตรูกุมารปลงพระชนม์
- อชาตศัตรูกุมารถูกอุทัยภัทร์กุมารปลงพระชนม์
- อุทัยภัทร์กุมารถูกอนุรุทธกุมารปลงพระชนม์
- อนุรุทธกุมารถูกมุณฑกุมารปลงพระชนม์
- มุณฑกุมารถูกนาคทสกกุมารปลงพระชนม์
- นาคทสกกุมารถูกสุสูนาคมหาอำมาตย์ปลงพระชนม์ (ตั้งเมืองใหม่ เพื่อล้มล้างราชวงศ์ลูกฆ่าพ่อ)
๙) มนิยามัฐ สถานที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุ ๗ หัวเมือง
๑๐) วิศวะศานติสถูป เป็นวัดญี่ปุ่น โดยท่านสมณะฟูจินำศรัทธามาสร้างถวายเป็นพุทธบูชา ณ ยอดเขารัตนคีรี
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)